|
หน้าแรก ข่าวสาร กิจกรรม การเดินทางมาวัด คณะสงฆ์ รูปภาพ การทำสมาธิ ธรรมะ |
|
อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
โดยความรวมใจของประชาชนทุกคน
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกคน
ถ้าอยากให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย อย่ารอใครเป็น ฮีโร่
สังคมจะไม่เกิดปัญหา จะเพิ่มพูนแต่ปัญญาและความผาสุก ถ้าหากปวงประชาเข้าใจความหมาย ประชาธิปไตยอย่างถูกต้องแท้จริงว่า อะไรคือสิทธิและหน้าที่ อะไรคือ สิทธิและเสรีภาพ ของตนเอง ที่จะพึงปฏิบัติ ซึ่งตรงกับหลักปรัชญาประชาธิปไตย ๓ ประการ ที่มุ่งเน้นที่จะสอนให้ประชาชนพลเมืองได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ เพื่อเป็นการสร้างตนสร้างคน สร้างเศรษฐกิจ และสังคมคือการสร้างชาติ จึงเป็นหลักการพัฒนาคนออกจากสภาพการ ที่พึ่งพิงแต่ธรรมชาติ หรือพ่อแม่ครอบครัว และแม้แต่การพึ่งพิงแต่เพียงรัฐบาลอย่างเดียว ให้สามารถพัฒนาการพึ่งพาตนเอง และรู้จักการพึ่งพากันและอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเศรษฐกิจให้สมบูรณอย่างเพียงพอและพอเพียง ก็จะเป็นการรวมพลังเพื่อสร้างอำนาจอธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยการร่วมแรงร่วมใจของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขขอประชาชนทุกคน จึงจะเป็นการได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพอย่างแท้จริง ซึ่งพลังอำนาจและเสรีภาพทั้งหมดนี้ ไม่อาจซื้อหามาด้วยเงินตรา แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการร่วมแรงรวมใจกันสร้างด้วยสติปัญญาจากทุกคน จึงไม่ใช่การรอใครคนใดคนหนึ่งที่จะมาดลบันดาลให้เกิดประชาธิปไตยให้แก่เรา ที่เป็นเหมือนดั่ง ฮีโร่ หรือ วีรบุรุษผู้กล้า ซึ่งเปรียบการรอคอยการช่วยเหลือจากคนอื่น ได้เหมือนดังกบนั่งรอสายฝน เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะท้ายที่สุดจะเป็นเหมือนกบเลือกนาย กลายเป็นได้ประชาธิปไตยที่มีคนคอยบงการอยู่เบื้องหลัง จะถูกครอบงำและชี้นำอย่างสิ้นอิสรภาพไปตลอดกาล ก็ยิ่งทำให้ห่างไกลความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ดังนั้นจึงไม่มีคำว่า ฮีโร่ ในความหมายคำว่า ประชาธิปไตย ณ ที่ใดๆ ทั้งสิ้น นับตั้งแต่ประเทศไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จากสมบูรณายสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งได้มีการนำเอาหลักประชาธิปไตยตามแบบฉบับของประเทศอังกฤษ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสังคมไทย ก็เป็นเวลาล่วงเลยมาถึงปีที่ ๗๘ แต่ประชาธิปไตยของประเทศไทย กับไม่เจริญเติบโตงอกงามดังที่ทุกคนวาดฝันไว้เลย จึงเห็นแต่เพียงภาพประชาธิปไตยที่โตแต่ส่วนหัว สำหรับส่วนล่างกับอ่อนแอล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เป็นลักษณะที่ประชาชนถูกบังคับครอบคลุมให้เป็นประชาธิปไตยลงมาจากส่วนบน ทั้งที่ตนยังไม่รู้ความหมายและหน้าที่ ฉะนั้นประชาชนส่วนล่างจึงเหมือนคนตื่นจากฝัน แล้วได้ของขวัญที่ตกลงมาจากฟ้า โดยไม่ต้องคิดต้องรู้ ไม่ต้องเข้าใจ และไม่ต้องทำอะไรกันเลย ประชาชนส่วนใหญ่ จึงยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ของระบอบประชาธิปไตยที่เราปกครองอยู่ในเวลานี้ (ดูแล้วชั่งเหมือนกระทาชาย ชื่อนิเซา ที่อาศัยอยู่ในป่าดงดิบ ที่ได้ขวดโค้กหล่นจากฟ้าในหนังเรื่อง เทวดาท่าจะบ็องส์ แล้วนำขวดโค้กเข้ามาสู่หมู่บ้าน ต่างคนต่างก็แย่งกันใช้ แย่งกันเอาผลประโยชน์จากขวดใบเดียว จนทำให้ชุมชนเกิดความวุ่นวายอย่างมากมาย เพราะไม่รู้ที่มาทีไป และไม่เข้าใจความหมาย จนต้องนำขวดกลับไปส่งคืนเทวดา จึงเป็นที่มาของคำว่า เทวดาท่าจะบ๊องส์ หรือประชาธิปไตยไทยก็น่าจะบ๊องส์ เช่นกัน ) ในงานเขียนฉบับนี้ ผู้เขียนต้องการนำเสนอหลักการเชิงวิเคราะห์ โครงสร้างของประชาธิปไตยแบบที่ประเทศไทย ใช้เป็นหลักการปกครองอยู่ ณ เวลานี้ โดยจะเป็นการวิเคราะห์ตามหลักการ มุมมองของพุทธศาสนา ที่ยึดหลัก สัมมาฐิทิ คือการมองทุกสรรสิ่งให้เห็นในทุกๆ ด้านอย่างรู้แจ้งแทงตลอด โดยจะไม่มองโลกในแง่ดีอย่างเดียว และก็จะไม่มองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการมองโลกในแง่ตามความเป็นจริงเป็นที่ตั้ง เรียกว่ามองทุกสิ่งด้วยหลักการเหตุและผล ต้นและปลาย เช่นการมองประชาธิปไตยแบบไทยเรามีอยู่เป็นอยู่ ให้เห็นครบทุกด้านทุกภาคส่วน ว่ามีองค์ประกอบสมบูรณ์พอที่จะสามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้หรือไม่ การที่จะสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ก็คือการสร้างคนพัฒนาคนให้พ้นจากสภาวะการ ที่เรียกว่าพึ่งพิงแต่ธรรมชาติ หรือพ่อแม่ครอบครัว และแม้แต่การพึ่งพิงแต่เพียงรัฐบาลอย่างเดียว ให้สามารถข้ามพ้นสู่ภาวะที่เรียกว่า พ้นนิติภาวะ ความเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในทุกๆ ด้าน จึงเปรียบเหมือนการสร้างบ้านให้เข้มแข็งมั่นคงสวยงามน่าอยู่ จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง ๔ ประการ คือการปรับสถานที่ และวางรากฐานให้มั่นคง มีเสาที่เข้มแข็ง มีกำแพงแน่นหนา และมีหลังคาครอบคลุมมิดชิดทุกส่วน หรือเปรียบดังการตีเหล็กทำมีด ก็จัดองค์ประกอบไว้ทั้ง หมด ๔ คู่ ๔ อย่าง เช่น คู่ที่๑ เนื้อเหล็กดี คนตีไม่เป็น ถ้าผลออกมาไม่ได้ดี คู่นี้ต้องโทษคนตีฝีมือไม่ถึง คู่ที่๒ เนื้อเหล็กไม่ดีแต่คนตีเป็น คู่นี้ต้องโทษเหล็กคุณภาพไม่ดี คู่ที่ ๓ เนื้อเหล็กก็ไม่ดีคนตีก็ไม่เป็น คู่นี้ต้องโทษทั้งคนทั้งเหล็ก ถือว่าคุณภาพไม่ดีด้วยกันทั้งคู่ คู่ที่ ๔ เนื้อเหล็กดีคนตีเป็น คู่นี้ดีที่สุด ผลลัพธ์ออกมาคือไม่เสียเวลา และได้มีดดีคุณภาพเยี่ยม หรือถ้าเปรียบศิษย์กับอาจารย์ก็มี ๔ คู่เหมือนกัน ศิษย์ดีแต่อาจารย์ไม่เก่ง อาจารย์เก่งแต่ศิษย์ไม่ดี ศิษย์ไม่ดีอาจารย์ไม่ได้เรื่อง และศิษย์ดีอาจารย์เยี่ยม เช่นเดียวกันกับพ่อแม่กับลูก หรือผู้นำกับผู้ตาม จากนั้นจะเปรียบเทียบรูปแบบการพัฒนาคนให้รู้เห็นให้เป็นประชาธิปไตยแบบฉบับของอังกฤษ และแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้แก่สงฆ์สาวกและมวลมนุษย์ จึงขอนำเสนอ และสรุปหลักการของประชาธิปไตยโดยรวม ให้ท่านได้ศึกษากันต่อไป ต่อไปนี้ จะเป็นการวิเคราะห์ โครงสร้างประชาธิปไตยของประเทศไทย ว่ามีองค์ประกอบอย่างไรหรือตรงกับส่วนไหนและคู่ใดบ้าง ตามที่ยกตัวอย่างเปรียบเทียบดังที่กล่าวมานี้ หากเรามองไปที่โครงสร้างรูปแบบและเนื้อหาที่เราได้นำหลักประชาธิปไตยมาจากประเทศอังกฤษ มาปลูกสร้างในสังคมไทยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ ตอบว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย เพียงแต่ใกล้เคียง จึงถือได้ว่ายังไม่ครบหรือสมบูรณ์ด้วยเนื้อหา ที่ได้นำเสนอให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาจะเป็นการนำเสนอให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจแต่เพียงว่า ประชาธิปไตยคือ ระบอบการปกครองประเทศที่ดีที่สุดในโลก เพราะจะทำให้ประชาชนทุกคน ได้มีสิทธิ อิสระ เสรี ทุกอย่างในเรื่องของการแสดงออกทางการกระทำและการเป็นอยู่ต่างๆ เช่น ใครอยากค้า ให้ค้าขาย ใครจะทำอะไรก็จะทำได้ตามใจชอบ รวมถึงการเลี้ยงชีพการหาอยู่หากิน จะด้วยรูปแบบไหนวิธีใด ก็จะมีเสรีภาพไปหมดทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการจับสัตว์ หรือการแสวงหาอาหารที่เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติของทุกคน ก็ให้ทำได้โดยไม่ต้องมีขอบเขตหรือมีประมาณในการล่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งในน้ำในป่าในห้วยหนองในอากาศหรือในที่ดินที่ไร่นาของใครๆ ก็หาได้หมดอย่างเสรีอย่างเห็นแก่ตัว จึงเป็นการให้อนุญาตจับสัตว์หรือหาอาหารที่เกิดเองโดยธรรมชาติ ตลอดทั้ง ๑๒ เดือน ๒๔ ชั่วโมง และประชาธิปไตยแบบสุดโต่งของเรานี้ จะต้องแยกออกจากระบอบคอมมิวนิสต์หรือ community (อันหมายถึงเครือข่ายรวมรับผิดชอบชุมชน) โดยสิ้นเชิง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเพียงว่า คอมมิวนิสต์เป็นภัยอันตรายต่อสังคม และไม่มีส่วนดีต่อประเทศชาติและประชาชนเลย จึงมีแต่เพียงประชาธิปไตยเช่นนี้และเท่านั้น ที่มีแต่ส่วนดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขอเพียงแค่ ประชาชนไปทำหน้าที่ ในการใช้สิทธิกาบัตรเลือกตั้งสรรหาตัวแทนเข้าสู่สภา เพื่อทำหน้าที่แทนประชาชน และหลังกาบัตรเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างยกให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนสภาอย่างเดียว ที่จะกำหนดชะตาชีวิตในการนำพาพัฒนาและบริหารประเทศชาติ เพื่อนำความอยู่ดีกินดีมาให้ประชาชน โดยที่ประชาชนไม่ต้องทำอะไรต่อทั้งสิ้น เพียงแต่นั่งรอความอยู่ดีกินดี และความเป็นประชาธิปไตย ที่สภาผู้แทนจะจัดสรรลงมาให้เอง ดูมันง่ายมันหวานไปหมด คำโฆษนาชวนเชื่อแห่งประชาธิปไตยนี้ จากความหวังที่ได้ฝากไว้กับผู้แทนที่ได้เลือกไปแล้ว จึงเป็นรากฐานทางความคิด ความเชื่อที่ได้ปลูกฝังมาอย่างต่อเนืองยาวนาน จนกลายเป็นระบบระบอบสร้างคน ให้มานั่งรอคอยการช่วยเหลือจากข้างบนลงสู่ด้านล่างจนเคยชิน แม้แต่วิถีแห่งการทำนาแต่ละปีก็ต้องนั่งรอฝนอย่างเดียวถึงจะได้ทำนา จึงเหมือนกบรอคอยสายฝน ประชาชนจึงไม่สามารถเรียนรู้และได้รับการส่งเสริมให้มีการพึ่งพาตนเองอย่างถูกต้องแท้จริง จึงขาดความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ที่ควรจะมีจะเป็นตามหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ด้วยความเข้าใจผิดหรือหมกเม็ดของผู้นำเสนอหลักการประชาธิปไตยแบบแยกส่วน ที่เน้นความถูกใจประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงความถูกต้องของหลักการ จึงกลายเป็นการสร้างประชาธิปไตยประชานิยมขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ตั้งแต่เริ่มต้น ที่ได้มีการแยกคำว่า คอมมิวนิสต์หรือคอมมูนิตี้ออกจากประชาธิปไตย จึงทำให้ประชาชนเห็นประชาธิปไตย เหมือนเห็นเหรียญเพียงด้านเดียว ซึ่งถือเป็นความคิดความฝันที่เลื่อนลอยจากความจริง ของผู้นำเสนอหลักการประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง จึงเป็นเหมือนกับบุคคลที่ยังมีชีวิตที่จะเลือกเอาแต่กลางวันอย่างเดียว ปฏิเสธที่จะไม่เอากลางคืน ผู้ที่ทำได้ก็คือคนตายเท่านั้น หรือพยายามแยกคมมีดออกจากสันมีดเล่มเดียวกัน ก็จะทำให้มีดนั้นมันกลายเป็นเศษเหล็กไปทันที เมื่อบุคคลพยายามแยกคอมมิวนิตี้ออกจากประชาธิปไตยมันก็จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ก็ไม่ใช่ ประชาธิปไตยก็ไม่เป็น ในที่สุดเลยไม่ได้ไม่เป็นอะไรสักอย่าง ขอให้มองดูประเทศไทยเราเวลานี้ ( เป็นแต่ชี้โทษกันและกันอย่างเดียว )ซึ่งการรวมหลักการคอมมิวนิตี้และประชาธิปไตยเข้าด้วยกันนั้น ถือเป็นหลักการเดียวกัน กับหลักการที่พระพุทธเจ้าสร้างคณะสงฆ์ในพุทธศาสนา Sangha หรือ community คือ การสอนการปรับให้คนทุกคนที่เข้ามาบวชและอยู่รวมกันจากทิศทั้ง ๔ ที่มีด้วยกันทั้งหมด ๔ วรรณะด้วยกันของประเทศอินเดียในเวลานั้น ให้รู้จักเคารพกฏระเบียบธรรมวินัย คือให้รู้จักสิทธิและหน้าที่ สิทธิและเสรีภาพ ของการบวชการอยู่ร่วมรวมกัน เพื่อให้เห็นทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ส่วนรวม ( ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างคอมมิวนิตี้กับคอมมิวนิสต์) แต่ถ้าหากบุคคลใดนำหลักการปกครองมาบังคับใช้แบบแยกส่วน ให้ทุกคนละทิ้งประโยชน์ส่วนตน บังคับให้เห็นแต่ประโยชน์ส่วนรวมอย่างเดียว โดยไม่ให้มีแม้กระทั้งศาสนา และพระราชามหากษัตริย์ ก็เป็นการทำให้ความหมายของคำว่า คอมมิวนิสต์สุดโต่งไปในด้านลบเพียงอย่างเดียว โดยละทิ้งสิ่งที่ดีหลายๆส่วนไป ที่ไม่นำมาปรับใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่จะมีส่วนดีเพียงด้านเดียว เลวเพียงด้านเดียว แม้แต่เหรียญที่ทุกคนมองว่ามีแค่๒ ด้าน แต่ความเป็นจริงมันมีถึง ๓ ด้าน คือด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้างขอบหรือตรงกลาง การเห็นตามหลักสัมมาฐิทิ คือการมองทุกสิ่งอย่างเป็นกลางๆ เหมือนการมองเหรียญให้ครบทุกด้าน จึงจะเป็นความเห็นที่ถูกต้อง เช่นการมองประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างประเทศอังกฤษ ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบฉบับของการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือในประเทศยุโรปอย่าง ประเทศอิตาลี หรือแม้แต่อเมริกา หากได้มาศึกษาดูทุกด้านและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนี้นานพอควร ก็จะประจักษ์ด้วยปัญญาอย่างถ้องแท้ว่า เป็นสังคมประชาธิปไตยผสมผสานกับระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นคอมมูนิตี้อยู่มากกว่าครึ่ง ถือเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทราบเคยคิดมาก่อน เช่น เรื่องการดำรงชีพและความเป็นอยู่ในชุมชน ทุกคนจะถูกบังคับเป็นกฎระเบียบทางสังคมอย่างเท่าเทียมกันหมด ในด้านการร่วมรับผิดชอบต่อชุมชน ทั้งการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีที่ดิน ภาษีรถ ภาษีเงินได้ ภาษีขยะ หรือจะคิดจะทำอะไรตามใจชอบ จึงไม่มีคำว่า สิทธิเสรีภาพเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คุณจะมีได้ก็เพียงแค่ภายในบ้าน ในห้องนอนของคุณอย่างเดียวและเท่านั้น ภายนอกจากประตูหน้าต่างออกไป คุณจะไม่มีสิทธิและเสรีภาพ ที่จะคิดหรืออยากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรตามใจชอบได้ การจะปลูกสร้างอาคารสิ่งต่างๆ ลงในที่ดินของคุณ โดยที่ไม่รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่สภาตำบล จะกระทำไม่ได้เด็ดขาด หรือการแสวงหาอาหารจับสัตว์ที่เกิดเองโดยธรรมชาติ ที่ถูกกำหนดให้เป็นอาหารสำรองชุมชน ได้ถูกกำหนดกฏเกณไว้ ใน ๑๒ เดือน ๒๔ ชั่วโมง และอนุญาตให้คุณจับสัตว์ล่าสัตว์ป่าได้บางชนิดและเพียงแค่ ๔ เดือนเท่านั้น ๘ เดือนที่เหลือห้ามล่าสัตว์โดยเด็ดขาด นี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างประชาธิปไตย ผสมผสานคอมมิวนิสต์แบบอังกฤษ กับประชาธิปไตยแบบประเทศไทย ในเรื่องการสร้างคนให้เข้าใจสิทธิและหน้าของความเป็นพลเมืองที่ดี มันช่างดูต่างกันราวฟ้ากับดิน ดั่งหินกับเพชร (เห็นอย่างนี้แล้ว ประเทศไทย เรามันจะเหลืออะไร) เมื่อขาดการประสานหลักคอมมูนิตี้ กับหลักประชาธิปไตยอย่างถูกต้องเหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงมุ่งเอาแต่ประโยชน์ตนเป็นหลักและมาก่อนประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็นการสอนให้คนเห็นแก่ตัว ไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันและกัน พูดกันลำบากปกครองกันอยาก จึงนับวันที่สังคมประเทศชาติก็จะเสื่อมสลายหายไปในที่สุด การพัฒนาประชาธิปไตยของไทยเราในเวลานี้ จึงเหมือนกับคนเดินทางที่ดูแผ่นที่ ดูเส้นทางผิดมาตั้งแต่ก้าวแรก การเดินทางย่อมผิดไปทุกก้าวย่างตลอดการเดินทาง และจะเป็นการเดินวกวนซ้ำรอยเก่าปัญหาเก่าอย่างนี้ตลอดไป เปรียบได้กับมดไต่ขอบอ่าง เดินวนอยู่ที่เดิมๆ ตลอดทั้งปีทั้งชาติ ทำให้มองเห็นประชาธิปไตยที่เรานำมาปลูก จึงเป็นเหมือนกับต้นไม้ที่ปลูกลงบนก้อนหิน แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตารดน้ำ ด้วยความขยันขันแข็ง แต่ผลปรากฏออกมาอย่างดีก็ได้แค่งอก แต่มันก็จะไม่เจริญเติบโต หรืออาจจะเหี่ยวเฉาใกล้ตายเข้าไปทุกวัน มันคงจะต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างในการปลูกต้นประชาธิปไตยนี้เป็นแน่ หรืออาจจะเป็นที่ผู้นำเอาประชาธิปไตยมาปลูกไม่รู้อย่างถ่องแท้ หรือจะเป็นการปลูกผิดที่การเตรียมดินยังไม่ดีไม่พร้อม รีบด่วนทำปลูกลงไปเสียก่อน หรือก็อาจจะเป็นที่คนดูแลรักษารดน้ำไม่ถูกวิธี เหมือนกับนิทานเรื่องหนึ่ง ที่คนเฝ้าสวนอุทยานที่พระราชาทรงประทานให้ปลูกมะม่วงพันธุ์ดีรสเลิศ เพื่อแจกจ่ายขยายพันธุ์แก่ปวงประชา ต่อมาวันหนึ่งคนเฝ้าอุทยานมีเหตุต้องไปธุระต่างเมือง ได้ฝากสวนกับหัวหน้าลิงแสนรู้ ที่อาศัยอยู่ในอุทยาน ให้ช่วยรดน้ำต้นมะม่วงให้ ในช่วงเวลา ๘-๑๐ วันที่แก่ไม่อยู่ หัวหน้าลิงก็รับรองอย่างแข็งขันที่จะช่วยรดน้ำให้ แต่พอนายอุทยานกลับมาเห็น แทบช็อคหมดสติ เพราะต้นมะม่วงแต่ละต้นเหี่ยวเฉาใกล้ตายเกือบหมด เขาก็ได้ถามหัวหน้าลิงว่า ไม่ได้รดน้ำต้นไม้ให้หรอกหรือ หัวหน้าลิงเจ้าปัญญา แก่ก็ได้ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า รด ได้สั่งลูกน้องรดน้ำให้ทุกวันไม่เคยขาดเลยแม้แต่วันเดียว ทำตามที่ท่านสั่งทุกประการ เพียงแต่หัวหน้าลิงเจ้าปัญญาได้สั่งกำชับลูกน้องเพิ่มเป็นพิเศษ และด้วยความหวังดีต่อลูกน้องว่า เราเป็นลิงเรี้ยวแรงมีน้อย เราจะรดน้ำเหมือนกับที่คนทำไม่ได้ เพราะกว่าจะตักน้ำมาได้ก็ไกลแสนไกล เพื่อไม่ให้เสียน้ำเสียของ ก่อนจะรดน้ำต้นไม้ต้นไหน ก็ให้ถอนดูรากต้นไม้นั้นเสียก่อน ว่ารากมันยาวมันลงไปลึกถึงไหนแล้ว เพื่อจะได้รดน้ำได้ถูกต้อง ทำอย่างนี้ก่อนจะรดน้ำทุกวันๆ รากมันเลยไม่ได้รับน้ำไม่ได้ติดดินเลยสักที ถึงจะขยันรดน้ำมากแค่ไหน จะหวังดีอย่างไร ต้นไม้ก็มีแต่จะตายอย่างเดียว เป็นเพราะลิงเขาไม่รู้ความหมายในการรดน้ำต้นไม้ เพื่อให้มันเจริญเติบโตผลิดอกออกผล เขารู้แต่เพียงคำสั่งต้องรดน้ำต้นมะม่วงอย่างเดียว ( ในที่สุดจึงกลายเป็นลิงเจ้าปัญหา )การปลูกสร้างประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ทราบความหมายอย่างถูกต้อง ไม่เข้าใจในการปลูก คงจะไม่มีทางที่จะทำให้เจริญงอกงามในจิตใจประชาชนและสังคมได้ ถึงแม้จะรื้อรัฐธรรมนูญสูงสุดของประเทศลงมาแก้ไขปรับปรุงอีกเป็น ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐ปี ๑๐๐๐ปี คงยากที่จะหวังว่าปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้ รวมไปถึงการสร้างความปรองดองในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคมได้ หากยังคงทำไปในทิศทางเดิมอาจจะยุ่งและหนักกว่าเดิม เหมือนลิงแก้แห ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง และไม่ต่างอะไรกับปลาติดตาข่าย ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งพัน ทั้งยังเป็นการซ้ำเติมบาดแผลของประเทศให้บาดลึก เน่าเฟ่ะมากขี้นกว่าเดิม ( เหมือนนิทานเรื่องลิงถูกยิง มีลิงตัวหนึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เขาก็รีบเขี้ยวๆใบไม้ต่างๆ อุดเลือดเป็นยารักษาแผล แต่พอข่าวลิงถูกยิงกระจายไปสู่เพื่อนๆ ในฝูงลิง ต่างก็มาเยี่ยม ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ตัวไหนมาถึงก็ขอดูบาดแผลว่าเป็นอย่างไร แผลมันลึกมากไหม วันแล้ววันเล่าจนบาดแผลไม่มีโอกาสแห้งหรือหายสนิท มีแต่เน่าเฟ่ะมากขึ้นและมากขึ้น จนตายลงในที่สุด ตายเพราะความหวังดีของเพื่อนๆ โดยแท้ )ดังนั้นประชาธิปไตย ที่เหมาะสม ถูกต้อง ดีงาม เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน จำเป็นต้องสร้างให้ครบถ้วนกระบวนความ จะต้องทำให้ประชาชนรู้และเข้าใจความหมาย เห็นประโยชน์สุขที่จะได้รับรวมกัน จึงไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เป็นอยู่เวลานี้ ที่เรียกกันว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน ประชาธิปไตยซ่อนรูปเผด็จการ ประชาธิปไตยไม่มีหลักการ ประชาธิปไตยประชานิยม เป็นต้น การปลูกสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และการพัฒนาประเทศให้เป็นประชาธิปไตย โดยหลักการทางพุทธศาสนา ให้ความสำคัญที่สุด ๒ เรื่องเป็นเบื้องต้น เรื่องแรก คือ ทิฐิสามัญตา การปรับความเห็นของทุกคนให้ตรงกัน เรื่องที่สองคือ ศีลสามัญตา การปรับความเป็นอยู่ เรื่องปากท้อง กฏระเบียบความเป็นทางสังคมให้เสมอกัน ๒ เรื่องนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เปรียบเหมือนดวงตะวัน จะปรากฏขึ้นบนขอบฟ้าในยามรุ่งอรุณ ๒ แสงคือ แสงเงินและแสงทองจะต้องปรากฏขึ้นมาก่อน ฉันใด ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในสังคมใดนั้น ๒ เรื่องนี้ก็จะเกิดขึ้นก่อนเช่นกัน คือ สิทธิหน้าที่ ศีล และ สิทธิเสรีภาพ ธรรม หาก ๒ เรื่องนี้ยังไม่ปรากฏขึ้นมาก่อน สังคมนั้นก็อาจจะมีความเป็นไปในทางขัดแย้งทางความเห็น ถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ บ้างก็บอกว่า หลักการหรือระบอบประชาธิปไตย คนเราจะเห็นต่างกันได้ เพียงแต่อย่าสร้างความแตกแยก และมีความเห็นไปกันคนละทิศละทาง จะทำความเห็นให้ตรงกันอย่างไร แล้วความจริงคืออะไร จะเห็นต่างกันได้หรือไม่ได้ และที่ต่างกันได้เป็นอะไร โดยหลักธรรมชาติมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ร่วมกันในครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศเดียวกัน เปรียบได้กับเราเอารถมาวิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน เป็นจำนวนร้อยๆคัน จึงขอถามว่า ทุกคนจะเห็นต่างกัน จะปฏิบัติต่างกันได้หรือไม่ เช่น เมื่อรถเดินทางมาถึง ๔ แยก สัญณาณไฟแดงปรากฏขึ้น ทุกคนควรเห็นว่าหยุดเหมือนกันใช่หรือไม่ และเมื่อสัญญาณไฟเขียวขึ้นทุกคนก็ควรเห็นว่าไปใช่หรือไม่ หรือว่าแล้วแต่ใครจะเห็นอย่างไร แล้วแต่ใครจะขับอย่างไรปล่อยอย่างอิสรเสรี เหมือนเห็นสัญญานไฟแดงปรากฏขึ้น บางคนเห็นว่าไปได้ บางคนเห็นว่าควรหยุด ถ้าปล่อยให้ปฏิบัติต่อตัวเองและคนอื่น อย่างไม่มีกฏจราจรบนถนน รถคงชนกันเกลื่อนทั้งถนน คงจะเกิดจลาจลกันทั่วประเทศเป็นแน่ แล้วเราจะสามารถเดินทางสัญจรกันไปได้อย่างไร จึงเหมือนกับประชาธิปไตย ที่เราปล่อยให้เห็นกันไปต่างๆนา และกำลังประสบปัญหาอยู่ในเวลานี้ เราจะอยู่รวมร่วมกันในสังคมได้อย่างไรฉะนั้นการอยู่ร่วมรวมกันเป็นจำนวนมาก ยิ่งต้องทำความเห็นให้ตรงกันเหมือนกัน เหมือนมีรถบนท้องถนนจำนวนมากกิยิ่งจำเป็นที่จะต้องมีกฎระเบียบทางการจราจร เช่นถ้าเราต้องการขับไปทางซ้าย ก็ให้สัญญาณ หรือดูเครื่องหมายให้กับทุกคนเห็นว่าขับไปซ้ายด้วยกันหมด ถ้าต้องการขับไปขวาก็ให้สัญญาณ หรือดูเครื่องหมายให้กับทุกคน ว่าไปทางขวาด้วยกันทั้งหมด หากทุกคนเห็นชอบ เห็นดีเห็นงามอย่างนี้ ประโยชน์สุขก็จะเกิดขึ้นกับชุมชน สังคม ประเทศชาติอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นคำ ว่า “ความเห็น” ในหลักการประชาธิปไตยจึงสรุปว่า เห็นต่างกันไม่ได้โดยเด็ดขาด ทุกคนจะต้องเห็นเหมือนกันหมด เช่นเราจะปกครองกันอย่างไร จะอยู่กันอย่างไร จะขับรถกันบนถนนอย่างไร จะวางกฏระเบียบของสังคมอย่างไร ทุกคนจะต้องเห็นประโยชน์สุขร่วมกัน เห็นดี เห็นงาม สุดท้ายทุกคนจะต้องเห็นชอบ และตกลงร่วมมือร่วมใจกันด้วยความสามัคคีปรองดอง เราจึงจะอยู่ร่วมกันเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงคณะสงฆ์หรือ สงฆ์สาวกในครั้งพุทธกาล หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้และเผยแผ่หลักธรรมแล้ว ก็เกิดการรวมตัวของคนในสังคมอินเดียที่ศรัทธาในคำสอน ซึ่งมีมาจากต่างวรรณะ และต่างความเป็นอยู่ จากทั้งหมด ๔วรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร ที่มีศรัทธาเข้ามาบวช เป็นพระภิกษุ ประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัย จนบรรลุธรรม เป็นพระอริยะสงฆ์ ผู้หมดกิเลสก็มี และส่วนที่ยังไม่บรรลุธรรมก็เป็นแค่ พระสมุติสงฆ์ที่ยังเป็นเพียงแค่ปุถุชนที่เต็มไปด้วยกิเลส แต่ต้องมาอาศัยอยู่รวมกันทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในสังคมอินเดีย ที่ทุกวรรณะจะมาอยู่รวมกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่ขัดแย้งกัน เฉพาะเรื่องความแตกต่างวรรณะและคุณธรรมของพระภิกษุ แค่ ๒ เรื่องนี้ ก็ยากที่จะอยู่ร่วมกันตามวิสัยชาวโลกทั่วไป แต่ด้วยปัญญาอันเลิศล้ำของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสามารถหลอมรวม ความเแตกต่างทางวรรณะทั้ง๔ และความต่างคุณธรรม ของภิกษุสงฆ์ ให้รวมเป็นหนึ่งเดียว เกิดเป็นสงฆ์สาวกได้ ด้วยการวางหลักธรรม เพื่อปรับ ทิฐิ ความคิดความเห็นภายในให้เห็นตรงกัน เห็นประโยชน์สุขในการอยู่รวมกัน เรียกว่า ทิฐิสามัญตา และ ใช้ หลักวินัย เพื่อปรับความแตกต่างทางวรรณะ และความเป็นอยู่ให้เกิดความเท่าเทียมกัน เสมอกันด้วยศีล ๒๒๗ ข้อ และอาศัยการบิณฑบาตเป็นสัมมาอาชีพเท่าเทียมกัน เคารพกันตามอาวุโสพรรษา ซึ่งเรียกว่า ศีลสามัญตา กาลต่อมามีปัญหาเรื่องต่างเพศต่างวัยเข้ามาเพิ่มอีก เพราะการรับกุลบุตรเข้ามาบวชตั้งแต่เยาว์วัยเกินไป ยังไม่มีความพร้อมที่จะฝึกฝนอบรมตน ไม่อดทนต่อ หนาว ร้อน หิวกระหาย ความว้าเหว่ จึงทรงกำหนดเด็กอายุ ๑ -๕ ปีโดยประมาณ เป็นวัยพึ่งพิงพ่อแม่ ทรงยังไม่อนุญาตให้รับเข้ามาบวช เด็กอายุ ๕-๒๐ปีเป็นวัยเรียนรู้พึ่งพาตนเอง ให้เข้ามาบวชได้ แต่ทรงอนุญาตให้บวชได้แค่ สามเณร เมื่ออายุ๒๐ปีขึ้นไปเรียกว่าวัยพ้นนิติภาวะ จึงอนุญาตให้บวชพระได้ เมื่อบวชเป็นพระแล้ว ท่านทรงกำหนดวัยหรือพรรษาไว้เช่นเดิม เริ่มตั้งแต่ พรรษาที่ ๑-๕ เป็นพระนวกะ วัยพึ่งพิงอุปัชฌาย์ อาจารย์ ไม่อนุญาตให้เดินทางตามลำพัง พรรษาที่ ๕ -๑๐ เรียกว่า พระมัชฌิมา วัยเรียนรู้พึ่งพาตนเอง สามารถเดินทางไปไหนได้ตามลำพัง และพอพ้น ๑๐ พรรษาขึ้นไปเรียกว่าพระเถระ เป็นพระผู้ใหญ่ อาวุโสทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถดูแลตนเอง และปกครองคนอื่นได้ จึงทรงอนุญาตให้เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทกุลบุตรลูกหลาน รับภาระเป็นเหมือนพ่อแม่ทางธรรม ที่จะชี้ทางเสื่อมทางเจริญแก่กุลบุตร นี้เป็นแค่หลักการบางส่วน ที่ได้หยิบยกมาแสดงไห้เห็นว่าพระพุทธเจ้า ทรงวางรูปแบบหลักการปกครอง ที่ให้ทั้งสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพเท่าเทียมกัน ทั้งด้านความคิด ความเชื่อ และวรรณะ เพศวัยสำหรับผู้ที่จะเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็มีการบังคับในเรื่อการปฏิบัติต่อกัน อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมเรียกว่าสงฆ์ คอมมิวนิตี้ ถือเป็นการสร้างคณะสงฆ์ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อประโยชน์สุขทั้งส่วนตนและส่วนรวม รวมทั้งสืบต่ออายุพระศาสนา สัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาจนปัจจุบัน สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ความเห็น นั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราจะเห็นได้จากการวางลำดับ อริยมรรคมีองค์แปดซึ่งพระพุทธองค์ ทรงกำหนดให้ สัมมาทิฐิ เป็นองค์แรกข้อแรก คือ ความเห็นที่ถูกต้องจะเป็นตัวนำของทุกอย่างให้ถูกต้อง เปรียบเป็นกุญแจไขไปสู่มรรคทั้งมวล เพราะถ้าเรามีความเห็นถูกต้องเป็นเบื้องต้น ข้ออื่นๆ ที่ตามมาย่อมถูกต้องไปด้วย เป็นดังเคล็ดลับการไขประตูนั้นสำคัญอยู่ที่ตัวแม่กุญแจ กับลูกกุญแจ จะต้องถูกต้องตรงกันเสมอกัน จะต่างกันหรือผิดฝาผิดตัวไม่ได้เด็ดขาด ถ้าต่างกันทั้งตัวลูกกับแม่กุญแจ ถึงแม้จะมีลูกกุญแจมากเป็นพันๆดอก ถ้าผิดหมด ก็ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถไขกุญแจได้ หลักประชาธิปไตยนั้นจึงสำคัญที่ กำหนดความเห็นที่ถูกต้องตรงกัน ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่เราควรมีเอกภาพร่วมกันในสังคม เมื่อกำหนดความเห็นให้เหมือนกัน ก็จะเป็นการกำหนดเป้าหมาย อันเป็นประโยชน์สุขร่วมกันได้ ส่วนเรื่องความเชื่อทางศาสนา และความรู้สึกนึกคิดภายในนั้น คงเป็นเรื่องเฉพาะตน แตกต่างกันไปตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนการปลูกสร้างประชาธิปไตยให้เจริญเติบโตจากรากฐานและมีเจริญมั่นคงได้นั้น เราทุกคนจะต้องมีความเห็นที่ถูกต้องร่วมกัน ทั้งเรื่องธรรมชาติภายในและภายนอกตัวเรา เพื่อความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง อันก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ส่วนรวม ดังเช่น โครงสร้างองค์ประกอบของธรรมชาติและสรรพสิ่งภายใต้กฎธรรมชาติอันเดียวกันเรียกว่า ฐานที่ตั้ง ๓ อย่าง และองค์ประกอบ ๔ ประการ ฐาน๓ หมายถึง กฎแห่งไตรลักษณ์ ที่ทุกสรรพสิ่งอาศัยหรือตั้งอยู่บนหลักธรรมเดียวกันหมด และดำรงอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงตามกฏธรรชาติ คือ อนิจตา ทุกขตา อนัตตา ทุกสิ่งมีส่วนประกรอบ ๔ ประการ คืออริยสัจจตา ความจริงในโลกมี๔ ประการ ธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่รวมตัวกันประ กอบสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีชีวิต เช่นร่างกายของคนเราที่ประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ จึงเกิดขึ้นได้ และอาศัยปัจจัย ๔ อาหาร เสือผ้า ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย จึงดำรงอยู่ได้ ซึ่ง ๔ อย่างก็ตามติดทำลายเมื่อมีเกิด ก็ย่อมมีแก่ เจ็บ ตายตามมาด้วย พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า อริยสัจธรรม ความสมบูรณ์แห่งสรรพสิ่ง ความสมบูรณ์แห่งธรรม ความสมบูรณ์แห่งชีวิต ถ้าเปรียบเป็นหลักประชาธิปไตยนั้นก็ย่อมตั้งบนฐาน ๓ อย่างเช่นกัน คือ ๑.อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ๒.โดยความรวมใจของประชาชนทุกคน ๓.เพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนทุกคน การจะสร้างของประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเปรียบเสมือนการบ้านให้เป็นของทุกๆ คน ที่มีองค์ประกอบด้วยกัน ๔ ส่วน คือ ๑ ประชาชนคือรากฐานของประเทศ ๒ ชุมชนเมืองคือเสาค้ำฟ้า ๓ ชุมชนบทที่รายรอบประเทศ คือรั้วหรือกำแพงแก้วของชาติ เป็นกำแพงมีหูประตูมีตาที่วิเศษสุด ๔ รัฐธรรมนูญคือหลังคาประเทศ ที่เปรียบเป็นดั่งตาข่ายฟ้าดินช่วยปกคลุมคุ้มครอง ป้องกันไม่ไห้เกิดปัญหา เสริมสร้างความเท่าเทียมกันทั่วทั้งประเทศ โครงสร้างประเทศที่จะเข้มแข็งมั่นคงได้จะต้องประกอบไปด้วย ๔ ส่วนเหมือน การสร้างบ้าน ๑ ปรับที่ให้ราบเสมอกันและวางรากฐาน ให้มั่นคง ๒ เสาเข้มแข็ง ๓ กำแพงแน่นหนา ๔ หลังคาครอบคลุมมิดชิด หรือเปรียบเทียบกับการทำนาที่ให้ผล มาก ชาวนาซึ่งถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ถ้าต้องการปลูกข้าวให้ได้ ผลิตผลดี ต้องมีองค์ประกอบที่ดี ๔ ประการคือ ๑.ปรับที่ดินให้ดีพร้อม ๒.เมล็ดพันธุ์ข้าวดี ๓น้ำดีมีพอเหมาะ ๔ แสงแดดดีมีพอประมาณ และเช่นเดียวกับหลักการทำบุญให้ได้ผลเลิศใน ทางพระพุทธศาสนา ต้องประกอบไปด้วยองค์ ๔ ประการ คือ ๑. วัตถุ ทานบริสุทธิ์ ๒. ผู้รับทานมีศีลบริสุทธิ์ ๓ ผู้ให้และผู้รับทานต้องมีจิตใจมีเจตนาบริสุทธิ์เสมอกัน ๔. ผู้ให้และผู้รับต้อง เป็นผู้มีปัญญา รู้จักแสวงหาวัตถุทานมาด้วยความถูกต้อง เลือกผู้รับที่เหมาะสม รักษาจิตและอารมณ์ตนให้บริสุทธิ์ และให้ทานกับพระสงฆ์ ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปยิ่งเลิศประเสิรฐแท้ เมื่อเรามองย้อนกลับมาดูยังโครงสร้าง ที่เรียกว่ารากฐานประชาธิปไตยของไทย กลับไม่เห็นความสมบูรณ์ หรือครบถ้วนขบวนความ ทั้งในด้านที่เรียกว่ารากฐาน ๓ อำนาจอธิปไตย ที่เป็นของประชาชน กลับไปอยู่ในมือเพียงคนไม่กี่คน โดยความรวมใจ ของประชาชนทุกคน จิตใจและการกระทำของประชาชน กลับแตกแยกมีหลากฝ่าย หลายสี เพื่อ ประโยชน์สุข ของประชาชนทุกคน กลับมีความเหลื่อมล้ำ และช่องว่างของประชาชนมากขึ้นที่เป็นเช่นนี้ เพราะองค์ประกอบ ๔ ประการ ได้แก่ ประชาชน ชุมชนเมือง ชุมชนชนบท และกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นโครงสร้างประชาธิปไตย ของไทยไม่แข็งแรง อีกทั้งประชาชนไม่ได้มีความเห็น ความเข้าใจถูกต้องร่วมกัน จึงเรียกร้องเอาแต่ สิทธิ เสรีภาพส่วนตน โดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าสิทธิและหน้าที่ ที่ควรจะปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ตนและส่วนรวม ทั้งฐาน ๓ องค์ประกอบ ๔ และความคิดเห็นที่ถูกต้อง ควรจะปลูกลงในใจคนเพื่อให้ทุกคนมองเห็นประโยชน์สุขที่จะอยู่ร่วมกัน เมื่อเรามีพร้อมทั้งอำนาจและพลังประชาชนที่ถูกต้อง ความสามัคคีปรองดองย่อมเกิดขึ้น และร่วมกันสร้างประชาธิปไตยด้วยสติปัญญา พัฒนาประเทศชาติไปสู่เป้าหมาย ๓ ประการ คือ๑ . อยู่ดี กินดี๒ . อยู่ดี มีสุข๓ . อยู่เย็น เป็นสุข
การที่จะไปถึงเป้าหมายทั้ง ๓ ขั้น (เรียกความสุข ๓ ระดับ) ได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำ ซึ่งตรงกับคำว่า “กรรม” ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นหลักสำคัญ เพราะคนจะดี หรือ ชั่ว สุข หรือ ทุกข์ ขึ้นอยู่กับกรรมที่เราทำ เจตนาที่เรากำหนด มนุษย์เราสามารถพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพเป็นเลิศด้วยหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นอริยมรรคมีองค์แปด เป็นวิถีทางที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และเผยแผ่ให้กับมวลมนุษย์มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี ให้เราเชื่อมั่นตนเองว่า สามารถพัฒนาศักยภาพให้เป็น มนุษย์ ที่สมบูรณ์ พึ่งพาตนเอง และ รู้จักเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมีศีลธรรม อาศัยหลักเหตุผล ก่อเกิดเป็นชุมชน หมู่สงฆ์ผู้เจริญด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ไปสู่ทางพ้นทุกข์ได้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องรอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้วิเศษคนใด ฮีโร่ อัศวิน ขี่ม้าหน้า ไหนที่จะมาช่วยดลบันดาลให้เราพ้นทุกข์ได้ แต่สิ่งที่เราเห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยได้แต่เพียงรูปแบบ ห่อหุ้มด้วยเปลือกนอก แต่เนื้อในไม่ได้มีการปรับปรุงให้เท่าเทียมกับรูปแบบ ด้วยเหตุที่ ประชาชนส่วนมากห่างไกลจากหลักไตรสิกขา ปัญหาต่างๆ จึงรุมเร้า และขยายเป็นวงใหญ่มากขึ้นทุกวัน ถ้าหากเรากำหนดแผนการพัฒนาประเทศให้เป็นประชาธิปไตย เราจึงควรที่จะกำหนด แผนพัฒนาประเทศให้ครบสมบูรณ์ทั้ง ๓ เรื่องอย่างชัดเจนคือ แผ่นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เน้นไปที่คนเป็นศูนย์กลาง โดยนำหลักการไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มาสอนและพัฒนาคนอย่างจริงจัง มีศีล มีธรรม มีระเบียบวินัย มีน้ำใจ รู้จักเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันและกันอย่างถูกต้องเหมาะสม ประชาธิปไตยของไทยก็จะสมบูรณ์ เพราะการวางรากฐานสังคมประเทศชาติ คือประชาชนมั่นคงด้วยหลักไตรสิกขา ทำให้โครงสร้างแข็งแรงครบองค์ประกอบ ๔ ส่วน คือ ๑. ราก ฐานมั่นคง ๒. เสาต้องเข้มแข็ง ๓. กำแพงต้องแน่นหนา ๔. หลังคาต้องครอบคลุม เปรียบประเทศคือบ้าน ๑ประชาชนคือรากฐานของประเทศ ๒ ชุมชนเมืองคือเสาค้ำฟ้า ๓ ชุมชนตามชนบทที่รายรอบประเทศคือ กำแพงแก้วกำแพงวิเศษของชาติเป็นกำแพงมีหูประตูมีตา ๔ รัฐธรรมนูญเป็นหลังคาประเทศชาติ คือเป็นตาข่ายฟ้าดินช่วยปกป้อง คุ้มครองไม่ให้เกิดปัญหาและสร้างความเท่าเทียมเสมอภาคทั่วทั้งอาณาจักร เมื่อนั้นแผ่นดินไทยจะเกิดเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง มั่นคงด้วยศีลธรรม สมดุลด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ผาสุกด้วยน้ำใจไมตรี เอื้ออารีต่อกัน สมดั่งความหวัง ของทุกคนในชาติ
หลัก ๓ พ แห่งไตรสิกขา สร้างคนเป็นประชาธิปไตย ศีล สมาธิ ปัญญา
๓ พ สร้างคน พึ่งพิงพ่อแม่ พึ่งพาตนเอง พ้นนิติภาวะ๑ .การที่สามารถสอนและพัฒนาลูก ออกจากการพึ่งพิงพ่อแม่ ให้รู้จักพึ่งพาตนเองได้ จนเป็นผู้ใหญ่ เรียกว่าพ้นนิติภาวะได้ ก็คือ สร้างคน สร้างประชาชนให้เป็นประชาธิปไตย๓ พ สร้างเศรษฐกิจ พึ่งพิงธรรมชาติ พึ่งพาตนเอง สร้างเศรษฐกิจพอเพียง ๒ .การพัฒนาคนออกจากการพึ่งพิงแต่เพียงธรรมาชาติอย่างเดียว ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ จนมี ความเป็นอย่างพอเพียง เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือสร้างสังคมให้ เป็นประชาธิปไตย๓ พ สร้างชาติ เป็นพลังของชาติ เป็นขุมทรัพย์ของชาติ เป็นคลังสมบัติของชาติ ๓ .การที่สามารถดึงเอาคุณสมบัติ ๓ ประการ ที่เรียกว่า พลัง ขุมทรัพย์ คลังสมบัติ ของมนุษย์ทุกคน ออกมาเป็นพลังพัฒนาขับเคลือนประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองได้ ๑ ทำให้ทุกคนเป็นดั่งขุมทรัพย์ของประเทศชาติได้ ๒ ประสพการที่สั่งสมมานั่นจะเป็นมันสมอง ของประเทศชาติ เรียก ว่าเป็นคลังสมบัติของชาติอันมหาศาล ใช้ได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น ก็คือ การสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ดังคำว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยความรวมใจของประชาชนทุกคน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกคน ทั้งหมดจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ ที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับผล สมบูรณ์ทุกประการ ทั้งทางด้าน การพัฒนาทรัพย์กรมนุษย์ เศรษฐกิจ สังคม เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์โดยแท้
โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งอุตสาหกรรมชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง องค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
1. ชื่อโครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งอุตสาหกรรมชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องมีหน้าที่ให้บริการกิจการสาธารณะต่อประชาชนในหลาย ๆ ด้าน ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66,67 และมาตรา 68 ได้กำหนดถึงการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยต้องดำเนินการพัฒนาตำบลทั้งในด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และภายใต้บังคับแห่งกฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบลอาจจัดทำกิจการในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลได้ อาทิเช่น ให้มีและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกิจการสหกรณ์ ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมครอบครัว อุตสาหกรรมชุมชนเป็นต้น เพื่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของตำบล แต่ถ้าจะพัฒนาให้ประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงจะต้องคำนึงถึงประชาชนในพื้นที่ เพราะประชาชนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การพัฒนาประสบความสำเร็จ โดยดึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย จึงจะสามารถพัฒนาให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต่อไป การจะพัฒนาได้นั้นจะต้องเริ่มจากการพัฒนาคนก่อนเพราะถ้าปล่อยคนไม่มีการพัฒนาคนจะอาศัยแต่เพียงธรรมชาติ และถ้าพึ่งพิงธรรมชาติมากเกินไปธรรมชาติก็หมดไปทำให้มนุษย์ไม่สามารถพึ่งพิงได้อีกมนุษย์ก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาคนออกจากการพึ่งพิงธรรมชาติ ให้หันมาพึ่งพาตนเองโดยทำการปลูกกินเอง เลี้ยงกินเอง และร่วมมือกันสร้างแหล่งอาหารให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ การจะทำอย่างนั้นได้ก็จะต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพราะคนเรามีจำนวนมากการจะผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของคนจำนวนมากนั้นจะอาศัยการผลิตแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอ เราจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต หลักในการพัฒนาคนออกจากการพึ่งพิงธรรมชาติไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงได้นั้นมีอยู่ 3 ประการ โดยย่อดังนี้ 1) หลักพึ่งพิงธรรมชาติ คือ มนุษย์เรานั้นช่วงแรกในการพัฒนาจะต้องอาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต เช่น การแสวงหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ สร้างที่อยู่อาศัยจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ เป็นต้น แต่การปล่อยให้ชาวบ้านพึ่งพิงธรรมชาตินานเกินไป ทรัพยากรธรรมชาตินั้นจะหมดไป เราจำเป็นจะต้องดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไปกับการพัฒนาชีวิต เศรษฐกิจในด้างต่างๆ ถ้าทรัพยากรธรรมชาติหมดไปเมื่อไหร่มนุษย์ก็จะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ 2) หลักพึ่งพาตนเอง คือ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้ ดังนั้นจะต้องมากำหนดกรอบ กฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันของสังคม ชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์สุขร่วมกันของการกำหนดกรอบ กฎเกณฑ์และการรวมกลุ่ม ชุมชนจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์การบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ และกำหนดแหล่งอาหารไว้เป็น 3 ขั้นตอน เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สุขร่วมกัน คือ2.1) อาหารหลักของชุมชน คือ อาหารที่ชุมชนดำเนินการผลิตขึ้นมาเพื่อบริโภคให้เพียงพอในชีวิตประจำวัน การที่ชุมชนจะผลิตอาหารหลักให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชนได้นั้นจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตบ้าง จะอาศัยการผลิตแบบดั่งเดิมอย่างเดียวนั้นไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมทางสังคมตามชนบท มีจำกัดในเรื่องเวลา ดินฟ้าอากาศ อุปกรณ์ทำการเกษตร ในการประกอบอาชีพ และชุมชนมีการขยายเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลาจนการผลิตแบบดั่งเดิมไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน คำว่าเทคโนโลยี คือ การนำผลิตภัณฑ์ที่มีในชุมชนมาแปรูปและบริหารจัดการ เพื่อให้การผลิตได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดเพียงพอต่อความต้องการของชุมชน2.2) อาหารสำรองของชุมชน คือ แหล่งอาหารที่เกิดเองตามธรรมชาติชุมชนจะต้องสำรองไว้ เพื่อเป็นต้นทุนทางชุมชนและสังคม เพื่อใช้ร่วมกันในเวลาจำเป็น จะไม่นำมาบริโภคในทางซื้อขาย และจะต้องช่วยกันดูแลรักษาไว้ ตั้งกฎในการใช้อาหารจากธรรมชาติร่วมกัน ใครจะนำอาหารจากธรรมชาติมาใช้จะต้องได้รับการอนุญาตจากชุมชนก่อน หรือตามที่ชุมชนได้วางกฏระเบียบไว้2.3) อาหารสำรองเพื่ออนาคต คือ อาหารหรือสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติช่วงฤดูการวางไข่จะต้องห้ามนำมาบริโภคโดยเด็ดขาด เพื่อที่สัตว์จะได้วางไข่ขยายพันธ์และเจริญเติบโตต่อไปในอนาคตและเป็นอาหารให้เราในอนาคตเมื่อมันเจริญเติบโตแล้ว และจะไม่มีวันหมดไปจากชุมชน ถือเป็นการสร้างแหล่งอาหารโดยไม่ต้องลงทุนทรัพย์ เพียงแต่อาศัยความร่วมมือจากทุกคน เป็นการลงทุนทางสังคมที่คุ้มค่าจนไม่อาจประเมินได้3) หลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ เมื่อเราดำเนินการได้ตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ชุมชนก็จะเข้าถึงเศรษฐกิจเพียงพอ พออยู่พอกิน พอเพียงในการดำรงชีวิตแล้วเกิดเป็นเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง หลักการพึ่งพาตนเองเป็นหลักที่มีความสำคัญที่สุด เพราะหลักการรวมกลุ่มคนให้ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องหาเหตุผลที่คนนั้นจะได้ประโยชน์จากการร่วมกลุ่มคน ประโยชน์จากการรวมกลุ่มของคนก็คือ การเห็นถึงประโยชน์สุขร่วมกันของคนที่เกิดจากการรวมกลุ่ม หรือการไปสู่ประโยชน์สุขร่วมกัน ทุกคนที่เป็นสมาชิกของกลุ่มจะต้องตระหนักรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกลุ่ม และมีอำนาจอธิปไตยในการจะดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายในกลุ่ม โดยสมาชิกในกลุ่มทุกคนจะต้องมากำหนดชะตากรรมร่วมกันว่าเราจะสร้างให้กลุ่มหรือชุมชนเราดำเนินการไปในรูปแบบใด ซึ่งก็เป็นหลักประชาธิปไตยนั้นเอง ดังหลักการประชาธิปไตยที่มีอยู่ 3 ข้อ คือ 1 อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน 2 โดยประชาชน คือ โดยสิทธิและหน้าที่ ที่ประชาชนจะต้องรู้ 3 เพื่อประชาชน หรือเพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนในชุมชน ตำบลคำครั่งเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติถูกคนในชุมชนพึ่งพิงและแสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ประชาชนในตำบลตระหนักถึงปัญหาข้อนี้จึงหันมาร่วมกันคิดหาวิธีที่จะหันมาเพื่อพึ่งพาตนเองให้ได้ การจะพึ่งพาตนเองให้ได้นั้นจะต้องหันมาพึ่งพากันและกัน คือ การรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะกำหนดชะตากรรมของคนในชุมชนร่วมกันว่าจะให้ชุมชนดำเนินไปในรูปแบบใด จึงได้รวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อคิดโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งอุตสาหกรรมชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะต้องสร้างผลิตภันอาหารและสินค้าอื่นให้ได้ประมาณ 5-10 อย่าง เพื่อสร้างอาหารหลักและสินค้าอื่นๆให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน พร้อมทั้งสร้างรายได้ แหล่งอาหารสำรองและอาหารในอนาคตของชุมชน เพื่อสร้างให้ตำบลคำครั่งมีความเข้มแข็งเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน สร้างความพออยู่พอกินและสร้างความผาสุขให้กับประชาชนสามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง เพียงพอ อันจะสามารถสนองแนวทางหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล3. วัตถุประสงค์ของโครงการ1) เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่2) เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่3) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล4) เพื่อสร้างให้ประชาชนในตำบลเป็นหมู่บ้านที่มีความเข้มแข็งเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอ เพียง อย่างยั่งยืน5) เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางด้านกายภาพ สังคม สิ่งแวดล้อม อนามัยและ จิตใจ ทั้งนี้ให้อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง6) เพื่อสร้างความพออยู่พอกินและความผาสุขให้กับประชาชนในพื้นที่4. เป้าหมาย ดำเนินการสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลคำครั่งจำนวน 6,238 คน 1,756 ครัว เรือนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความผาสุขอย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง5. วิธีดำเนินการ องค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่งจะดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาชุมชน โดยสร้างให้ประชาชนเล็งเห็นถึงความสำคัญความจำเป็นในการอนุรักษ์แหล่งอาหาร และพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มพูนคุณค่าผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยการจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์การเกษตรต่าง ๆ เพื่อร่วมกล่มเป็นอุตสาหกรรมชุมชน ดังนี้
1) กลุ่มสหกรณ์การผลิตปุ๋ยตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้1.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ผลิตปุ๋ยตำบลคำครั่ง1.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55%และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45% 1.3) จัดหาเครื่องจักรและสร้างวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ย2) กลุ่มสหกรณ์ทำนาข้าวตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้2.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ทำนาข้าวตำบลคำครั่ง2.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55% และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%2.3) ดำเนินจัดหาเครื่องมือ เครื่องจักรในการทำนา ดังนี้ รถไถนา รถเกี่ยวข้าว รถดำนา รถขนข้าว3) กลุ่มสหกรณ์โรงสีข้าวชุมชนตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้3.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์โรงสีข้าวชุมชนตำบลคำครั่ง3.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55%และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%3.3) จัดหาเครื่องจักรในการผลิต อาทิเช่น โรงสีข้าว รถขนส่งข้าว เครืองอบข้าวลานตากข้าว โกดังเก็บข้าว 4) กลุ่มสหกรณ์การผลิตอาหารสัตว์ตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้4.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ผลิตอาหารสัตว์ตำบลคำครั่ง4.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55% และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%จัดหาเครื่องจักรและสร้างวัดถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ 5) กลุ่มสหกรณ์เลี้ยงสัตว์ตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้5.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์เลี้ยงสัตว์ตำบลคำครั่ง5.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55% และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%5.3) ดำเนินการเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคให้เพียงพอภายในตำบล เช่น ปลา ไก่ เป็ด หมู โค กระบือ6) กลุ่มสหกรณ์สวนยางพาราตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้5.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์สวนยางพาราตำบลคำครั่ง5.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55% และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%จัดหาเครื่องจักรสำหรับใช้ในการบริหารจัดการยางพาราในพื้นที่ 7) กลุ่มสหกรณ์การผลิตไบโอดีเซลตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้7.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์การผลิตไบโอดีเซลตำบลคำครั่ง7.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55% และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%ส่งเสริมให้มีการปลูกไบโอดีเซลในพื้นที่ให้เพียงพอต่อการใช้ในตำบลคำครั่ง 7.4 จัดหาเครื่องจักรในการผลิตไบโอดีเซล และเครื่องมือในการจำหน่ายไบโอดีเซล
8) กลุ่มสหกรณ์การผลิตสินค้าเพื่ออุปโภค - บริโภคตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้8.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์การผลิตสินค้าเพื่ออุปโภค - บริโภคตำบลคำครั่ง8.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55%และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%8.3) ดำเนินการผลิตสินค้าเพื่ออุปโภค – บริโภคที่สามารถผลิตได้เองให้เพียงพอต่อความ ต้องการของประชาชนในพื้นที่ตำบลคำครั่ง อาทิเช่น สบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน เสื้อผ้า ปลูกผักเพื่อบริโภค ปลูกเห็ด เป็นต้น
9) กลุ่มสหกรณ์ร้านค้าชุมชนตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้9.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ร้านค้าชุมชนตำบลคำครั่ง9.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55%และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%9.3) จัดทำร้านค้าชุมชนจำนวน 5 แห่ง เพื่อให้บริการประชาชนในชุมชน 5 ชุมชน10 หมู่บ้าน เพื่อจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มสหกรณ์ในตำบลคำครั่งและสินค้าที่ จำเป็นอื่น ๆ ที่ประชาชนในชุมชนต้องการและจำเป็นต้องใช้ที่ทางสหกรณ์ ในตำบลคำครั่งไม่สามารถผลิตได้
10) กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้10.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ตำบลคำครั่ง10.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55% และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%
11) กลุ่มขยะรีไซเคิลตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้11.1) แต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ขยะรีไซเคิลตำบลคำครั่ง11.2) จัดสรรหุ้นส่วนในรูปแบบของสัดส่วน โดย อบต.คำครั่งถือหุ้นใหญ่ คือ 55% และประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งถือหุ้น 45%11.3) ดำเนินจัดหาเครื่องมือ เครื่องจักร ดังนี้ รถขนส่ง เครื่องอัดแท่งขยะเพื่อผลิต เป็นถ่าน และอัดแท่งขยะพลาสติกเพื่อเป็นน้ำมัน
12) กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ตำบลคำครั่ง มีวิธีดำเนินการดังนี้12.1) จัดตั้งกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ตำบลครั่ง12.2) แต่งตั้งคณะกรรมการฌาปนกิจสงเคราะห์ตำบลคำครั่ง12.3) จัดทำระเบียบกฎเกณฑ์ของกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ตำบลคำครั่ง12.4) ดำเนินการบริหารโดยให้ประชาชนทุกครัวเรือนในตำบลคำครั่งสมัครเป็น สมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ตำบลคำครั่ง
6. ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินโครงการในระหว่างปี พ.ศ. 2552 – พ.ศ. 25557. สถานที่ดำเนินการ ดำเนินการในพื้นที่ตำบลคำครั่ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โทร. 045 – 3181758. งบประมาณ งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการทั้งสิ้น 50,000,000 บาท9. ผู้รับผิดชอบโครงการ ประชาชนในตำบลคำครั่งและองค์การบริหารส่วนตำบลคำครั่ง10 . ผลที่คาดว่าจะได้รับ1) ส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ อย่างมั่นคง2) ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น และเพียงพอ3) ประชาชนในพื้นที่สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล4) ประชาชนในตำบลเป็นหมู่บ้านที่มีความเข้มแข็งเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน5) ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางด้านกายภาพ สังคม สิ่งแวดล้อม อนามัยและจิตใจ ทั้งนี้ให้อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง6) ประชาชนในพื้นที่มีความพออยู่พอกินและความผาสุกยั่งยืน
ขุนเขาเมฆหมอก ย่อมกั้นแสงตะวันได้ฉันใด ลาภยศอำนาจวาสนา ย่อมปกปิดความจริงได้ฉันนั้น แต่โดยเนื้อแท้แล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายมีแต่ความว่างเปล่า
เขียนบทความและนำเสนอโดย พระครูสันติธรรมวิเทศ ( พระปรีชา ชุตินธโร) วัดสันตจิตตาราม ประเทศอิตาลี E-mail : Watsanta@gmail.com รับภาษาไทย
|
|