วัดสันตจิตตาราม     วัดป่าในอิตาลี

หน้าแรก       ข่าวสาร       กิจกรรม       การเดินทางมาวัด         คณะสงฆ์      รูปภาพ       สาระธรรม      ธรรมะ     


 

 

 

เรื่องภาวนา

 

ภาวนา  เป็นชื่อแห่งความเพียร ที่นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาได้ถือเป็นข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่นดียิ่งขึ้นไปกว่า

          ที่มาแห่งภาวนา

                 ภาวนานี้ มีมาในสัมมัปธาน ๔ ประการ คือ

                ๑.  ปหานปธาน  เพียรสละบาปอกุศล  ให้ขาดจากสันดาน

                ๒.  สังวรปธาน  เพียรสำรวมระวังรักษา ไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน

                ๓.  ภาวนาปธาน เพียรภาวนา ให้บุญกุศลเกิดขึ้นในสันดาน

                ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธาน

                ข้อที่    แห่งสัมมัปธาน ความว่า ภาวนาปธาน เพียรบำเพ็ญบุญกุศลให้เกิดขึ้นในสันดานนี้ เป็นข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่นดียิ่งขึ้นไปกว่า พุทธบริษัททั้ง ๔ จะเว้นเสียมิได้ จำเป็นต้องบำเพ็ญภาวนาปธานทุกคนตลอดไป จึงเป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร สำเร็จพระอมตมหานครนฤพาน หรือสำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ บรรลุจตุปฎิสัมภิทาญาณแตกฉานในห้องพระไตรปิฎก ด้วยการบำเพ็ญภาวนาปธานนี้ทั้งนั้น

                ถ้าไม่ได้บำเพ็ญภาวนาปธานนี้แล้ว ก็ไม่เป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร คือไม่สำเร็จพระนิพพานเลยเป็นอันขาด อนึ่งภาวนาปธานนี้ เป็นยอดแห่งข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งปวง คือ พุทธบริษัททั้ง ๔ เมื่อมีการบำเพ็ญทาน และรักษาศีลให้บริสุทธิ์ดีแล้ว จำเป็นต้องมีการบำเพ็ญภาวนา หรือเหล่าพระภิกษุและสามเณร เมื่อได้บรรพชา อุปสมบทในพระพุทธศาสนาแล้วต้องบำเพ็ญสัมมัปธานทั้ง ๔ ประการ มีภาวนาปธานเป็นยอด คือ บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

                คำว่า "ภาวนา" แปลว่า ทำให้เกิด ให้มี ให้เป็น คือ ทำกาย วาจา ใจ ให้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา หรือทำขันธสันดานของตนที่เป็นปุถุชน ให้เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา หรือมิฉะนั้น ก็กระทำขันธสันดานของตน ที่เป็นพระโพธิสัตว์ให้ได้ตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก นับว่ากระทำให้เป็นไปในพระธรรมวินัยทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันต์ ทีเดียว

 

                                                                      ประเภทแห่งการภาวนา

 

                พระอนุรุทธาจารย์เจ้า แยกประเภทภาวนาตามลำดับชั้นไว้เป็น ๒ ประการ

                ๑.  สมถภาวนา  ทำใจให้มีสติสัมปชัญญะสงบจากกามารมณ์ ตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนา

                ๒.  วิปัสสนาภาวนา  ทำใจที่มีสติสัมปชัญญะ และมีสมาธิบริบูรณ์แล้ว ให้เกิดมีปัญญา

                ในเบื้องต้นนี้ จะกล่าวสมถภาวนาก่อนแล้ว จึงจะกล่าววิปัสสนาภาวนา โดยลำดับเมื่อภายหลัง

 

                                                                   สมถภาวนา

 

                ในพระคัมภีร์ อภิธัมมัตถสังคหะ พระอนุรุทธาจารย์เจ้าแยก ประเภทแห่งสมถภาวนาไว้เป็น ๓ ประการ คือ

                ๑.  บริกรรมภาวนา  เวลานั่งสมาธิภาวนา ใช้บริกรรมบทใดบทหนึ่ง

                ๒.  อุปจารภาวนา  จิตตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ

                ๓.  อัปนาภาวนา  จิตตั้งมั่นเป็น อัปนาสมาธิ

 

                                                               สมถะคืออะไร

               

                ในเรื่องสมถภาวนาวิธี มีวิธีปฏิบัติละเอียดมาก แต่ในบทเนื้อความย่อนี้จะกล่าวเฉพาะใจความย่อ ๆ พอให้ทราบล่วงหน้าไว้ว่า สมถะคืออะไร

                พระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ คือ อุบายภาวนาให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่จิตเป็นสมาธิ ดำเนินถูกในหนทางอริยมรรค อริยผลแล้วก็เป็นอันถูกต้องแล้วในพระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ

                อีกประการหนึ่ง  พระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเหล่านี้มีอาจารย์บางจำพวก สอนคณะสานุศิษย์ของตน ให้ขึ้นพระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเป็นห้อง ๆไป ครบทั้ง ๔๐ ประการ เป็น ๔๐ ห้อง กระทำให้คณะสานุศิษย์เข้าใจผิดและถือเป็นถูก คือ ถือเอาว่า พระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ห้อง ใครได้ขึ้นห้องไหนก็ได้แต่ห้องนั้นไม่ได้ครบทั้ง ๔๐ ห้อง ถ้าต้องการให้ครบทั้ง ๔๐ ห้อง ต้องขึ้นไปทีละห้อง ๆ จนครบทั้ง  ๔๐ ห้อง จึงจะได้พระกรรมฐาน ๔๐ ประการ ดังนี้ เป็นการสอนผิดและเข้าใจผิด ถือผิดเป็นถูก จากพระบรมศาสดาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

                ความจริง พระธรรมวินัยทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เป็นธรรมแท่งเดียวกัน สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้า พระองค์ทรงเป็นวิภัชวาที คือ พระองค์ทรงจำแนกขันธ์ ๕ คือ กายกับใจ ในตัวของมนุษย์คนเดียวเท่านั้น เป็นทั้งพระธรรม ทั้งพระวินัยครบจำนวนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมกันเข้า ก็เป็นธรรมแห่งเดียวกัน เมื่อพระธรรมวินัยเป็นธรรมแท่งเดียวกันอยู่แล้ว อาจารย์บางจำพวกมาสอนให้แตกต่างออกไป เป็นห้อง ๆ ไม่สอนให้รวมเป็นแท่งเดียวกัน ชื่อว่า สอนผิดจากพระบรมศาสดาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

                อีกประการที่    นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลาย ยังไม่รู้ชั้นภูมิแห่งจิต ตัดสินไม่ได้ว่า สมถกรรมฐานเพียงแค่ไหนเมื่อไรจึงจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ครั้นได้นั่งสมาธิ บังเกิดมีความรู้นิด ๆหน่อย ๆ ก็เข้าใจว่าตนได้ วิปัสสนาญาณเสียแล้ว ก็เป็นผู้หลงผิดติดอยู่ในสมถกรรมฐานตลอดไป

                เนื่องด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องกล่าวเนื้อความย่อของสมถะไว้ดังต่อไปนี้

                สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้า เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกแล้ว พระองค์ย่อมทรงรู้แจ้งว่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ล้วนเป็นผู้หลงข้องอยู่ในวัฏสงสาร ไม่เห็นหนทางพระนิพพาน จึงเอาตนให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ เมื่อพระองค์ทรงพระมหากรุณา โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร จึงจำเป็นต้องตะล่อมเอาน้ำใจของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้สงบจากเครื่องข้อง รวมเข้าสู่วิถีหนทางพระนิพพาน ซึ่งเป็นหนทางเอกในโลก ไม่มีหนทางอื่นยิ่งขึ้นไปกว่า และเป็นทางอันเกษมจากโยคะทั้งปวง

                วิธีที่พระองค์ทรงตะล่อมเอาจิตให้สงบจากเครื่องข้อง รวมเข้าสู่วิถีหนทางพระนิพพานนี้แลเป็นวิธีที่สำคัญ จึงจำเป็นต้องทรงพระมหากรุณาตรัสเทศนาสั่งสอนให้เจริญพระสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการบทใดบทหนึ่งเฉพาะเป็นที่สบายแก่จริตหรือนิสัยของตน เท่านั้น ไม่ใช่ให้ขึ้นเป็นห้อง ๆ ไปจนครบ ๔๐ ห้อง เมื่อได้พระสมถกรรมฐานเป็นที่สบายแก่จริตของตนแล้ว พระองค์ทรงพระมหากรุณา ตรัสเทศนาโปรดให้นั่งสมาธิภาวนาทีเดียว วิธีนั่งสมาธิภาวนา มีแจ้งอยู่ในบทนั่งสมาธิข้างหน้า ข้อที่นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายจะพึงวินิจฉัยว่าสมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ข้อนี้ให้พึงวินิจฉัยในวิธีนั่งสมาธิภาวนา ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทนั่งสมาธิข้างหน้า

 ธรรมมีอุปการะมาก

นั่งปฏิบัติทั้งหลายในพระพุทธศาสนานี้ พึงเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก มีวัตรปฏิบัติพร้อมบริบูรณ์ และมีธรรม ซึ่งมีอุปการะมากเป็นที่เจริญอยู่ จึงเป็นผู้เจริญรุ่งเรือง ธรรมมีอุปการะมาก มีหลายประการ แต่จะกล่าวในที่นี้เฉพาะ ๓ ประการ คือ

                ๑.  อปฺปมาโท อมตํ ปทํ พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ซึ่งเป็นบทธรรมอันไม่ตาย

                ๒.  สติมา ปริมุข สตึ พึงเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าเสมอ

                ๓.  สมฺปชาโน พึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ รู้จิตเสมอ

                ธรรม ๓ ประการเหล่านี้เป็นธรรมมีอุปการะมาก นักปฏิบัติย่อมเจริญอยู่เป็นนิจ

 

                                                ปุพพภาค (เบื้องต้น) แห่งการปฏิบัติ

 

                นักปฏิบัติฝ่านคฤหัสถ์พึงประกาศปฏิญาณตน ถึงพระไตรสรณคมน์ เป็นอุบาสก อุบาสิกาก่อน แล้วสมาทานศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ให้บริสุทธิ์ กราบพระหรือไหว้พระเสร็จแล้ว เจริญพรหมวิหาร ๔ จบแล้ว จึงนั่งสมาธิภาวนาต่อไป

                นักปฏิบัติฝ่ายบรรพชิตพึงทำการบรรพชาอุปสมบทให้บริบูรณ์ด้วยสมบัติ ๕ ประการ คือ วัตถุสมบัติ ญัตติสัมบัติ อนุสาวนสมบัติ สีมาสมบัติ ปริสสมบัติ ชำระศีลให้บริสุทธิ์ ทำวัตรสวดมนต์ เจริญพรหมวิหาร ๔ จบแล้ว นั่งสมาธิต่อไป

 

                                                วิธีนั่งสมาธิภาวนา

 

                พระพุทธพจน์ ในโอวาทปาฏิโมกข์ "อิธ อริยสาวโก โว สฺสคฺคารมฺมณํ กริตฺวา ลภติ สมธึ ลภติ จิตฺตสฺเสกคฺคตนฺติ ฯ " ความว่า พระอริยะสาวกในพระธรรมวินัยนี้ กระทำกรรมฐาน คือนั่งสมาธิภาวนา มีการสละลงเป็นอารมณ์ย่อมได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีธรรมชาติ เป็นหนึ่งดังนี้

                วิธีนั่งสมาธิภาวนา ท่านสอนให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาเบื้องขวาวางทับขาเบื้องซ้าย มือเบื้องขวาวางทับมือเบื้องซ้าย "อุชุ กายํ ปณิธาย" พึงตั้งกายให้ตรง คืออย่านั่งให้ก้มนัก เป็นคนหน้าคว่ำ หน้าต่ำไม่ดี และอย่านั่งให้เงยหน้านัก เป็นคนหน้าสูงเกินไป ไม่พอดีพองาม ทั้งอย่าให้เอียงไปข้างซ้ายข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ตั้งตัวให้เที่ยงตรงจริง ๆ อย่ากดและอย่าข่มอวัยวะร่างกายแห่งใดแห่งหนึ่งให้ลำบากกายเปล่า ๆ พึงวางกายให้สบายเป็นปกติเรียบร้อย ข้อที่ตั้งกายให้ตรงนี้ พึงดูรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิเป็นตัวอย่าง เมื่อนั่งตั้งตัวตรงดีแล้ว

                อุชุ จิตตํ ปณิธาย" พึงตั้งจิตให้ตรง คือ ตั้งสติลงตรงหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่านไปในเบื้องหน้าอนาคตกาลอันยังมาไม่ถึง และไม่ให้ฟุ้งซ่านส่งไปในเบื้องหลังอดีตกาลอันล่วงไปแล้ว ก็เป็นอันล่วงไปแล้ว ทั้งไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทางใดทางหนึ่ง พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต จนกว่าจิตจะเป็นเอกัคคตาจิต

 

                                                วิธีตั้งสติลงตรงหน้า

 

                จิต  เป็นผู้รู้โดยธรรมชาติ เป็นแต่เพียงสักว่า รู้ คือ รู้สึก รู้นึก รู้คิด รู้ร้อน รู้เย็น รู้ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง และรู้ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ถูกต้อง สิ่งสารพัดทั้งปวง แต่จิตนั้นไม่รู้จักพินิจพิจารณา วินิจฉัยตัดสินอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จึงเป็นอันว่าจิตนี้ ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก

                สติ เป็นตัวผู้รู้ มีอำนาจอยู่เหนือจิต สามารถรู้เท่าทันจิตและรู้เรื่องของจิตได้ดี ว่าเวลานี้จิตดี เวลานี้จิตไม่ดี ตลอดมีความสามารถทำการปกครองจิตของเราให้ดีได้จริงๆ นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ พึงกำหนดเอาตัวผู้รู้มีอำนาจอยู่เหนือจิตนั้น มาตั้งลงตรงหน้าเป็นสติ ทำหน้าที่กำหนดรู้ซึ่งจิต และรวมเอาดวงจิตเข้าตั้งไว้ในจิต พยายามจนกว่าจิตจะรวมเป็นหนึ่ง ท่านจึงจะเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะพร้อมบริบูรณ์ในขณะเดียวกัน

 

                                                 วิธีรวมจิตเข้าตั้งไว้ในจิต

 

                มนาสา สงฺวโร สาธุ สาธุ สพฺพตฺถ สงฺวโร สพฺพตฺถ สงฺวโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ" แปลความว่า สำรวมเอาจิต เข้าตั้งไว้ในจิตได้เป็นการดี และสำรวม ระวังไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปในที่ทั้งปวงได้เป็นการดี ภิกษุผู้สำรวมระวังรักษารอบคอบในที่ทั้งปวงแล้วย่อมเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้

                วิธีรวมจิต พึงเป็นผู้มีสติ ตั้งไว้เฉพาะหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิต ซึ่งเป็นตัวผู้รู้โดยธรรมชาติที่รู้สึก รู้นึก รู้คิดอยู่เฉพาะหน้า และพึงพิจารณา หรือระลึกในใจว่า พระพุทธเจ้าอยู่ในใจ พระธรรมอยู่ในใจ พระอริยสงฆ์สาวกอยู่ในใจ เมื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของเรานี้แล้ว เราไม่ต้องกังวลวุ่นวายอะไร และไม่ต้องส่งใจไปสู่ที่อื่น เราจะต้องทำความตกลงกำหนดเอาแต่ใจของเราดวงเดียวเท่านี้ให้ได้ เมื่อตกลงดังนี้ พึงตั้งสติลงตรงหน้า กำหนดเอาตัวผู้รู้คือจิตเฉพาะหน้า นึกคำบริกรรมภาวนากรรมฐานบทใดบทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สบายแก่จิตของตนบริกรรมภาวนาสืบไป

 

                                                วิธีนึกคำบริกรรมภาวนา

 

                ก่อนแต่จะนึกคำบริกรรมภาวนา พึงตรวจดูให้รู้แน่เสียก่อนว่าสติได้กำหนดจิตถูกต้องหรือยัง เมื่อรู้ว่าสติ ได้กำหนดจิตถูกต้องแล้วแต่จิตยังไม่สงบและยังไม่รวม พึงตรวจดูจิตต่อไป ว่าจิตที่ยังไม่รวมเป็นเพราะเหตุใด เป็นเพราะจิตของเรายังไม่ตกลงเชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนตรัยอย่างนั้นหรือไม่ หรือจิตของเรายังฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อะไร ถ้าจิตของเราตกลงเชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนตรัย ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของเรานี้จริงแล้วก็เป็นอันนึกคำบริกรรมภาวนาได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่ตกลง และไม่เชื่อมั่นต่อคุณพระรัตนตรัย ว่ามีในใจของเราจริง ก็นึกคำบริกรรมภาวนาไม่ได้ ถึงแม้นึกไป ก็ไม่สงบ และไม่รวมเป็นหนึ่งลงได้ จำเป็นต้องพิจารณาให้รู้รอบคอบเสียก่อนว่า จิตของเราคิดไปตามอารมณ์อะไร ในอารมณ์ที่จิตคิดไปนั้น เป็นอารมณ์ที่น่ารัก หรือเป็นอารมณ์ที่น่าเกลียด เมื่อทราบว่า จิตของเราติดอยู่ในความรักก็ดี หรือติดอยู่ในความเกลียดก็ดี พึงทราบเถิดว่า จิตของเราลำเอียง จึงไม่ตกลงและไม่สงบ

                เมื่อทราบความจริงดังนี้แล้ว พึงปฏิบัติดีปฏิบัติชอบดังต่อไปนี้

                ตั้งสติลงเป็นกลางกำหนดเอาดวงจิตเข้ามาตั้งไว้เป็นกลาง ทำความรู้เท่าส่วนทั้งสอง คือ รู้เท่าทั้งส่วนความรัก ทั้งส่วนความเกลียด ตั้งตรงแน่วแน่อยู่ที่เฉพาะหน้า เมื่อมีสติเป็นกลาง จิตก็ย่อมเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลาง และได้ทำความรู้เท่าส่วนทั้งสอง รวมเอาจิตเข้ามาตั้งไว้เฉพาะหน้า ทั้งได้แลเห็นคุณพระรัตนตรัยแล้ว จิตนั้นปราศจากนิวรณ์แล้ว ว่างจากอารมณ์แล้ว นึกคำบริกรรมภาวนาบทใดบทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สบายของตน เป็นต้นว่า "พุทโธ ธมโม สงโฆ ๆ" ๓ จบ แล้วรวมลงเอาคำเดียวว่า "พุทโธ ๆ " เป็นต้น เป็นอารมณ์ นึกอยู่แต่ในใจ ไม่ออกปาก คือไม่ให้มีเสียง มีสติจดจ่อต่อจิตจริงๆ จนจิตของเราตกลงสู่ภวังค์เอง ให้หยุดคำบริกรรมนั้นเสียแล้ว มีสติตามกำหนดเอาจิตในภวังค์ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิต่อไป

 

                                                วิธีกำหนดรู้จิตตกลงสู่ภวังค์เอง

 

                ในเบื้องต้นนี้ จะกล่าว เรื่องภวังค์ ให้ทราบก่อน แล้วจึงจะกล่าว เรื่องวิธีกำหนดรู้ซึ่งจิตตกลงสู่ภวังค์เองให้ทราบเมื่อภายหลัง

                คำว่า ภวังค์ แปลว่า จิตดวงเดิม คือ จิตเมื่อแรกเข้าสู่ ปฏิสนธิในครรภ์ของมารดาแล้ว จิตตั้งภวังค์ขึ้นเป็นตัวภพ เหตุนั้นจิตที่ตกลงสู่ภวังค์แล้ว จึงเรียกว่า จิตดวงเดิม อนึ่งหน้าที่ของจิตในเวลาอยู่ในภวังค์นี้ จิตมีหน้าที่ทำการสร้างภพ คือ สืบต่ออายุให้เจริญรุ่งเรือง ไม่ทำการรับรู้รับเห็นในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายภายนอก มนุษย์ทุกคน เมื่อเข้าสู่ปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา จิตตั้งภวังค์ขึ้นเป็นตัวภพแล้ว จึงได้ประสูติเป็นชาติมนุษย์มา

                ในที่นี้ประสงค์จะแสดงชื่อของภวังค์ให้ผู้ปฏิบัติได้ทราบไว้ทั้ง ๔ ชื่อ ในลำดับแห่งขณะจิตข้อ ๑-๒-๓ กับข้อที่ ๑๐ แห่งขณะจิต ๑๗ ขณะ ดังต่อไปนี้

                ๑.  อดีตะภวังค์ จิตอยู่ในภวังค์ ปล่อยให้อารมณ์ล่วงไปเปล่า ๆ ตั้งแต่ ๑ ขณะถึง ๑๕ ขณะจิต

                ๒.  ภวังคจลนะ จิตเคลื่อนไหวตัว จะออกจากภวังค์

                ๓.  ภวังคุปัจเฉท จิตขาดจากความไหว ๆ ตัว

                ๔.  ปัญจทวาราวัชชนะ จิตออกสู่ทวารทั้ง ๕

                ๕.  สันติรณะ  จิตใคร่ครวญในอารมณ์

                ๖.  สัมปฏิจฉันนะ  จิตน้อมรับอารมณ์

                ๗.  โวฏฐัพพณะ  จิตที่ตกลงจะถือเอาอารมณ์

                ๘.  กามาพจรชวนะ  จิตกามาพจร แล่นเนื่องๆ กันไป ๗ ขณะจิต

                ๙.  ตทาลัมพณะ  จิตรับเอาอารมณ์ได้สำเร็จความปรารถนา

                ๑๐. ภวังคบาท จิตตกลงสู่ภวังค์เดิมอีก

                เรื่อง ภวังค์จิต กับเรื่อง ขณะจิต ที่กล่าวมานี้ เป็นจิตของสามัญมนุษย์ทั่วไปในโลกที่ยังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติพระพุทธศาสนาเลย ก็เป็นอยู่อย่างนั้น

 

                อนึ่ง เรื่องจิตที่ออกจากภวังค์และตกเข้าสู่ภวังค์ ดังข้อที่กล่าวแล้วในขณะจิต ๑๗ ขณะ นั้น เป็นเรื่องที่จิตออกเร็ว เข้าเร็วมากที่สุด และออกอยู่ทุกเวลา เข้าอยู่ทุกเวลาที่กระพริบตา จนสามัญมนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถตามรู้ทันได้ แม้นัยย์ตาเมื่อดูสิ่งของอันหนึ่ง ๆ อยู่แล้ว จะส่ายสายตาไปดูสิ่งอื่นอีก จิตก็ตกเข้าสู่ภวังค์ก่อน แล้วออกจากภวังค์ จึงดูสิ่งอื่นต่อไปได้เป็นการรวดเร็วจนเราไม่รู้สึกว่าออกเมื่อไร เข้าเมื่อไร

                นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ มีประสงค์จะทำจิตให้เป็นสมาธิ มีปัญญาปรีชาญาณ รู้แจ้งแทงตลอดในพระธรรมวินัย จึงจำเป็นต้องกำหนดให้รู้จิตที่ตกลงสู่ภวังค์เอง วิธีกำหนดให้รู้จิตที่ตกลงสู่ภวังค์เอง พึงมีสติกำหนดให้รู้จิต ในเวลาที่กำลังนึกคำบริกรรมภาวนาอยู่นั้น ครั้นเมื่อเรามีสติกำหนดจดจ่อต่อคำบริกรรมจริงๆ จิตของเราก็ย่อมจดจ่อต่อคำบริกรรมด้วยกัน เมื่อจิตจดจ่อต่อคำบริกรรมอยู่แล้ว จิตย่อมตั้งอยู่ในความเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลางจิตย่อมวางอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตวางอารมณ์ภายนอกหมดแล้วจิตย่อมตกลงสู่ภวังค์เอง เมื่อจิตตกลงสู่ภวังค์ ย่อมแสดงอาการให้รู้สึกได้ทุกคนตลอดไป คือ แสดงให้รู้สึกว่า รวม วูบวาบลง ทั้งแรงก็ดี หรือแสดงให้รู้สึกว่า สงบนิ่ง ลงถึงที่แล้วสว่างโล่งเยือกเย็นอยู่ในใจ จนลืมภายนอกหมดคือ ลืมตน ลืมตัว หรือลืมคำบริกรรมภาวนา เป็นต้น แต่บางคนก็ไม่ถึงกับลืมกายนอก แต่ก็ย่อมรู้สึกว่า เบากาย เบาใจ เยือกเย็น เป็นที่สบายเฉพาะภายในเหมือนกันทุกคน

 

                พระพุทธเจ้าทรงรับรองความเบากาย เบาใจนี้ เรียกว่า พระบุคคละ มี ๖ ประการ คือ

                ๑.  กายลหุตา  จิตตลหุตา  แปลว่า เบากาย เบาใจ

                ๒.  กายมุทุตา  จิตตมุทุตา  แปลว่า อ่อนหวานพร้อมทั้งกาย ทั้งใจ

                ๓.  กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ แปลว่า สงบพร้อมทั้งกาย ทั้งใจ

                ๔.  กายุชุคคตา จิตตุชุคคตา แปลว่า เที่ยงตรงพร้อมทั้งกาย ทั้งใจ

                ๕. กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา แปลว่า ควรแก่การกระทำพร้อมทั้งกาย ทั้งใจ

                ๖.  กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา แปลว่า คล่องแคล่วสะดวกดีพร้อมทั้งกาย ทั้งใจ

 

                และระงับทุกขเวทนาต่าง ๆ คือ ระงับความเหน็ด ความเหนื่อย ความหิวทั้งปวง ตลอดความเจ็บปวดทุกประการ ก็ระงับกลับหายไปพร้อมกัน รู้สึกได้รับความสบายกาย สบายใจปลอดโปร่งในใจขึ้นพร้อมกันทีเดียว

                เมื่อรู้สึกดังข้อที่กล่าวมานี้ทั้งสิ้น หรือแม้แต่อย่างใดย่างหนึ่ง พึงรู้ว่าจิตตกภวังค์แล้ว ให้หยุดคำบริกรรมภาวนาที่นึกอยู่นั้นเสีย ไม่นึกอะไรต่อไปอีก เป็นแต่ให้มีสติตามกำหนดเอาจิตในภวังค์นั้นให้ได้ คือให้กำหนดรู้ว่า จิตของเราเมื่อตกเข้าสู่ภวังค์แล้ว ไปตั้งอยู่อย่างไร เมื่อมีสติกำหนดรู้แล้ว ให้มีสติขีดวงให้รอบ กำหนดเอาจิตไว้ในขอบเขตบริเวณแห่งสตินั้น จนกว่าจิตนั้นจะหดตัวละเอียดเข้าเอง และใสบริสุทธิ์เป็นหนึ่งอยู่เองตลอดประชุมอริยมรรคสมังคี เป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรคอยู่เอง

                เมื่อรู้ว่า จิตประชุมอริยมรรคสมังคีเองแล้ว พึงเป็นผู้มีสติตรวจดูให้รู้แจ้งว่า สติพร้อมทั้งสัมปชัญญะ และสมาธิ กับองค์ปัญญา ตลอดองค์อริยมรรคทั้ง ๘ ประการ ก็ประชุมพร้อมอยู่ในอริยมรรคสมังคีอันเดียวกัน เมื่อรู้แจ้งประจักษ์ดังกล่าวมาฉะนี้ พึงรักษาความไม่ประมาทเลินเล่อ คือ อย่าเผลอตัว และอย่าเผลอสติ ทั้งอย่าทอดธุระ ให้มีสติตามกำหนดรู้อยู่อย่างนั้นจนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย หรือได้เวลาแล้ว จึงออกจากที่นั่ง ภาวนาอย่างที่กล่าวมานี้เรียกว่า ภาวนาอย่างละเอียด

 

                                                                 วิธีออกจากสมาธิ

 

                เมื่อจะออกจากที่นั่งสมาธิภาวนานั้น ให้พึงออกในเวลาที่รู้สึกเหนื่อย หรือได้เวลาออกแล้วจึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนา แต่เมื่อจะออกจากที่นั่งจริงๆ แล้ว อย่างออกให้เร็วนัก จนเผอเลอลืมสติไม่ดีพึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนาด้วยความมีสติ พิจารณาเหตุผลให้รอบคอบทั้งกิจเบื้องต้น และกิจเบื้องปลายก่อน คือ

                กิจเบื้องต้น ให้ระลึกถึงวิธีที่เราได้เข้านั่งสมาธิครั้งแรก ว่าเบื้องต้นเราได้เข้าสมาธิอย่างไร และได้ตั้งสติ กำหนดจิตอย่างไร ได้พิจารณาและนึกคำบริกรรมภาวนาว่ากระไร จิตของเราจึงสละลงและสงบจากอารมณ์ลงได้

                กิจเบื้องปลาย คือ เมื่อจิตของเราสงบแล้ว เราได้ตั้งสติกำหนดจิตอย่างไร ได้พิจารณารู้จริงเห็นจริงอย่างไร ดวงจิตของเราจึงรวมเป็นหนึ่งอยู่ได้ ไม่ถอนจากสมาธิภาวนา

                เมื่อพิจารณา หรือระลึกได้แล้ว ว่าในเบื้องต้น เราได้เข้าสมาธิอย่างนั้น ตั้งสติอย่างนั้น กำหนดจิตอย่างนั้น พิจารณาและนึกคำบริกรรมอย่างนั้น จิตของเรา จึงได้สงบ และรวมลงมาเป็นอย่างนี้ เมื่อจิตของเรารวมลงมาแล้ว เราได้ตั้งสติ กำหนดจิตอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ ได้ความรู้จริง เห็นจริงอย่างนี้ เมื่อได้ความชัดเจนแล้ว พึงทำโยนิโสมนสิการ คือ กำหนดไว้ในใจว่า ถ้าเราออกจากที่นั่งนี้แล้ว เราก็จะกำหนดจิตของเราไว้ให้ดีอยู่อย่างนี้เสมอตลอดไป ไม่ให้เผลอสติได้ ครั้งเมื่อเข้าสมาธิอีกคราวหลัง เราก็จะเข้าให้ถูกตามวิธีที่เราได้ทำมาแล้วนี้ทุกประการ เมื่อได้ทำโยนิโสมนสิการ คือกำหนดไว้ในใจดีแล้ว จึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนา นอนลงไปก็ให้กำหนดใจนั้นไว้จนนอนหลับ ครั้นเมื่อตื่นขึ้นจากหลับ ก็ให้มีสติกำหนดเอาไว้ในใจตลอดวันและคืน ยืน เดิน นั่ง นอน

                พึงพยายามทำความเป็นผู้มีสติ กำหนดรู้ซึ่งจิตของตนเสมอจนกว่าจะชำนาญ คล่องแคล่ว ด้วย วสี ๕ ประการ คือ

                ๑.  อาวัชชนวสี  ชำนาญในการพิจารณาสมาธิภาวนา

                ๒.  สมาปัชชนวสี  ชำนาญในการเข้านั่งสมาธิภาวนา

                ๓.  อธิษฐานวสี ชำนาญในการตั้งสติ ทำจิตให้เป็นสมาธิไว้ให้มั่นคง ไม่ให้เคลื่อนคลาดจากที่กำหนดเดิม

                ๔.  วุฏฐานวสี  ชำนาญในการที่จะออกจากสมาธิภาวนาโดยมิให้เคลื่อนคลาดจากที่กำหนดวิธีการออก การเข้า

                ๕.  ปัจจเวกขณะวสี ชำนาญในการพิจารณาให้รอบคอบในเวลาที่จะออกจากที่นั่งสมาธิภาวนานั้น

                นักปฏิบัติพระพุทธศาสนาย่อมเป็นผู้ชำนาญในวสีทั้ง ๕ ประการ เหล่านี้ ครั้งเมื่อ เป็นผู้ชำนาญในวสีทั้ง ๕ ประการ เหล่านี้แล้ว พึงตรวจดูชั้นภูมิแห่งจิต ว่า ภูมิจิตของเรา เท่าที่เราได้พิจารณาเห็นว่าชำนาญด้วยวสีทั้ง ๕ ประการนั้นภูมิจิตได้สำเร็จอริยมรรค

                ในคัมภีร์พระอภิธัมมัตถสังคหะ พระอนุรุทธาจารย์เจ้าสอนให้บำเพ็ญวสีให้ชำนาญ โดยลำดับชั้นภูมิแห่งอริยมรรค อริยะผล ดังต่อไปนี้

                เมื่อชำนาญ ในปฐมมรรค หรือ ปฐมฌาณ ดีแล้ว จึงกระทำความเพียร เพื่อละเสีย ซึ่งส่วนที่หยาบ มีวิตกเป็นต้นให้ถึงซึ่งความละเอียด มีวิจารเป็นต้น โดยสมควรแก่ลำดับแห่งอริยมรรค อริยะผลต่อไปจึงเข้าสู่ทุติยมรรค ทุติยผล หรือทุติยฌาณ และตติยฌาณ ตติยผล หรือตติยฌาณตลอดจตุตถมรรค จตุตถผล หรือ จตุตถฌาณ โดยสมควรแก่การบำเพ็ญในข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทุกประการ

 

                                                                อริยมรรคสมังคี

 

                คำพูดที่เรียกว่า อริยมรรคสมังคี เป็นคำพูดเรียกชื่อแห่งภูมิจิตที่นักปฏิบัติได้นั่งสมาธิรวมจิตลงถึงความเป็นหนึ่งแล้ว และในที่ประชุมแห่งอริยมรรคสมังคีนั้น เป็นที่ประชุมพร้อมแห่งองค์อริยมรรคทั้ง ๘ ประการ ประชุมพร้อมอยู่เองด้วย อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการก็ประชุมพร้อมอยู่เองด้วย ตลอดพระธรรมวินัยทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ประชุมพร้อมอยู่เองในขณะจิตอันเดียวกันนั้นด้วย

                นักปฏิบัติ ผู้รู้เร็ว สามารถรู้พร้อมในขณะจิตที่รวมลงเป็นหนึ่งนิ่งถึงที่ประชุมแห่งอริยมรรคสมังคีนั้นโดยเร็ว เรียกว่าสุขะปฏิปทาขิปปาภิญญา

                แต่นักปฏิบัติ ผู้รู้ช้า ก็ไม่สามารถจะรู้เร็วพร้อมในขณะที่จิตรวมลงถึงความเป็นหนึ่งแห่งอริยมรรคสมังคี เรียกว่า สุขุปฏิปทาทันธาภิญญา

                อีกโวหารหนึ่ง โบราณาจารย์เจ้า เรียกว่า เอกะวิธาพิสมัย แปลว่า ตรัสรู้ได้ในขณะจิตดวงเดียว

                บัดนี้จะอธิบาย คำว่า มรรค อริยมรรค ผล อริยะผล นั้นต่อไป เทวะโลก พรหมโลก ตลอดเป็นชื่อแห่งหนทางพระนวโลกุตระ คือ ทางพระนิพพาน

                คำว่า อริยมรรค เป็นชื่อแห่งหนทางพระนวโลกุตระ คือ เป็นชื่อแห่งหนทางพระนิพพานอย่างเดียว ไม่ทั่วไปในหนทางอื่นๆ

                คำว่า ผล เป็นชื่อแห่ง ความสำเร็จ หรือ ความบรรลุ ตลอดความตรัสรู้ ว่าโดยเฉพาะในทางโลกีย์ หมายเอา ความสำเร็จผลที่ตนต้องการ ในทางโลกุตระ หมายดวงปัญญา

                คำว่า อริยะผล เป็นชื่อแห่งมรรค ผล ธรรมวิเศษในทางโลกุตระอย่างเดียว ไม่เกี่ยวข้องทางโลกีย์

                บัดนี้ จะอธิบาย เหตุ หรือ ปัจจัยที่ให้บังเกิดมีมรรค มีผลขึ้นข้อนี้ นักปฏิบัติ พึงทราบดังนี้ว่า

                มรรค ก็ดี อริยมรรค ก็ดี ตกแต่งเอาเองได้

                ผล ก็ดี อริยะผล ก็ดี ตกแต่งเอาเองไม่ได้ เป็นของเป็นเอง หรือ สำเร็จเองมาจากมรรค และอริยมรรคที่ตกแต่งถูกต้องแล้ว

                เมื่อบุคคลต้องการผลประโยชน์ในทางโลกีย์ ก็ให้พึงตกแต่งมรรคในทางโลกีย์ให้ถูกต้อง คือ ต้องการเดินไปมาสะดวก ก็ให้ตกแต่งถนนหนทางให้เรียบร้อย ต้องการมีวิชาความรู้ ก็ให้ศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ต่อครู อาจารย์ ถ้าต้องการความมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติมาก ๆ ให้ตกแต่งการค้าขายให้ถูกต้องในทางสุจริตธรรม ถ้าต้องการเป็นคนดี ก็ให้ตกแต่งความประพฤติตนให้เป็นคนซื่อสัตย์ สุจริตธรรม ถ้าต้องการเป็นคนมีชื่อเสียงยศถาบรรดาศักดิ์ ให้ตกแต่งตนเป็นคนทำราชการแผ่นดินให้ถูกต้องในทางราชการนิยม

                เมื่อบุคคลต้องการโลกุตระ ให้ตกแต่งอริยมรรคให้ถูกต้องตามพระพุทธพจน์เดิมของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะแสดงในข้อต่อไปข้างหน้า

                ในที่นี้มีประสงค์จะแสดงรูปเปรียบไว้พอเป็นนิทัศนะ

                มรรค กับ ผล มีรูปเปรียบเทียบเหมือนบุคคลปลูกต้นไม้ลงในพื้นที่ไร่ ที่สวน หรือปลูกต้นข้าวลงในพื้นที่นา ในเวลากำลังปลูกอยู่ก็ดี และเวลาบังเกิดเป็นต้น เป็นลำแล้ว แต่ต้นลำยังอ่อนอยู่ก็ดีย่อมไม่แลเห็นผล อาศัยความเชื่อแน่ในใจว่า ถ้าต้นลำแก่เต็มที่ และถึงฤดูเป็นผล ก็จะต้องเป็นผลแน่ และเป็นผลจริง ๆ ด้วย ฉันใดก็ดี มรรค กับ ผล ก็มีรูปเปรียบเหมือนกัน ฉันนั้น

                อริยมรรค กับ อริยะผล มีรูปเปรียบเหมือนบุคคลก่อไฟ หรือ จุดตะเกียงเจ้าพายุ ในเวลากำลังก่อไฟ หรือกำลังจุดตะเกียงเจ้าพายุอยู่นั้น ไฟยังไม่ติด ก็ยังไม่สว่างฉันใด อริยมรรค ก็เหมือนกัน ฉันนั้น ต่อเมื่อเวลาก่อไฟติดแล้วหรือจุดตะเกียงเจ้าพายุติดแล้วย่อมบังเกิดแสงสว่างขึ้นพร้อมกัน ฉันใดก็ดี อริยผล ก็มีรูปเปรียบเหมือนกันฉันนั้น ตรงตามพระพุทธภาษิตว่า นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา แปลว่า แสงสว่าง เสมอด้วย ปัญญาไม่มี ดังนี้ ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า อริยผล คือ ดวงปัญญาซึ่งบังเกิดความสว่างไสวขึ้นในเวลาที่จิตประชุมอริยมรรคแล้ว

 

                                                                 วิธีตกแต่งอริยมรรค

 

นักปฏิบัติฝ่ายฆราวาส พึงตกแต่งตนให้ถึงพระไตรสรณคมน์เป็นโลกียสรณคมน์ก่อนแล้วปฏิบัติตนให้ถึงโลกุตรสรณคมน์ต่อไปและตกแต่งทาน ตกแต่งศีล ตกแต่งข้อวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องเรียบร้อยทุกประการ ตลอดตกแต่ง สติ สัมปชัญญะ รวมจิตให้สงบและตั้งมั่นเป็นสมาธิ ประชุมอริยมรรคสมัคงคี ดังนี้ชื่อว่าตกแต่ง อริยมรรค

                นักปฏิบัติฝ่ายบรรพชิต ให้ตกแต่งศีลธรรม ๕ ประการ คือ

                ๑.  พึงตกแต่ง สมบัติทั้ง ๕ ให้ปราศจากวิบัติทั้ง ๕ คือ

                                ก.  ตกแต่ง วัตถุสมบัติ ให้ปราศจากวัตถุวิบัติ

                                ข.  ตกแต่ง สีมาสมบัติ ให้ปราศจากสีมาวิบัติ

                                ค.  ตกแต่ง ญัตติสมบัติ ให้ปราศจากญัตติวิบัติ

                                ง.  ตกแต่ง อนุสาวนสมบัติ ให้ปราศจากอนุสาวนวิบัติ

                                จ.  ตกแต่ง ปริสสมบัติ ให้ปราศจากปริสวิบัติ

                ๒.  พึงตกแต่ง กาย วาจา ให้ใจบริสุทธิ์ ปราศจากโทษ ๕ โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ ทรงไว้ซึ่งความเป็นผู้มีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ และจตุปาริสุทธศีลทั้ง ๔ ประการให้บริสุทธิ์เรียบร้อย

                ๓.  พึงตกแต่ง กิจวัตร ๑๐ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

                ๔.  พึงตกแต่ง สติให้เป็นมหาสติ คือ เบื้องต้น มีสติเฉพาะหน้ากำหนดตัวผู้รู้เฉพาะหน้า รวมจิต ประชุมอริยมรรคได้แล้ว ตรวจค้นร่างกาย พิจารณาเวทนา จิต ธรรม จนเป็นที่ตั้งของสติได้จริง ๆ ตลอดทำสัมปชัญญะให้รู้ตัวและรู้จิตพร้อมทุกขณะตลอดไป

                ๕.  พึงตกแต่งสมาธิ พร้อมทั้งตกแต่งดวงจิต ความคิด ความเห็น ตลอดความตั้งใจไว้ในที่ชอบให้ถูกต้องเรียบร้อยจริง ๆ เมื่อนักปฏิบัติทั้งคฤหัสถ์ บรรพชิต ได้ตกแต่งข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบถูกต้องเรียบร้อยดีแล้ว อัฏฐังคิกมรรคทั้ง ๘ ประการก็เป็นอันตกแต่งถูกต้องไปพร้อมกันอยู่ในตัวเสร็จแล้ว เหมือนหมุนลานนาฬิกา เมื่อหมุนถูกต้องเต็มบริบูรณ์แล้วเครื่องจักรอื่น ๆ ก็หมุนไปพร้อมกันเอง ฉันใดก็ดี อัฏฐังคิกมรรคทั้ง ๘ ประการเหล่านี้ ก็เหมือนกันฉันนั้น

                อรรถาธิบาย ข้อนี้มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ คือ เมื่อตกแต่งสมบัติทั้ง ๕ และตกแต่งกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ ปราศจากโทษทั้งปวงดังกล่าวแล้ว ตลอดได้ตกแต่งกิจวัตร ๑๐ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ ถูกต้องเรียบร้อยดีแล้ว ก็ได้ชื่อว่าตกแต่ง อริยมรรคข้อที่ ๓-๔-๕ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว แปลว่า มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีอาชีพชอบ ประชุมพร้อมอยู่แล้วในความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์เป็นอธิศีล ในเมื่อได้ตกแต่ง สติ ให้เป็นสัมมาสติพร้อมทั้งสมาธิและสัมปชัญญะ รู้ตัว รู้จิตทุกขณะตลอดไปนั้น ชื่อว่าได้ตกแต่งอริยมรรคข้อที่ ๖-๗-๘ คือ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ แปลว่า มีความเพียรชอบ มีสติชอบ มีสมาธิชอบ ประชุมพร้อมอยู่แล้วในความเป็นผู้มีสมาธิสิกขา เป็นอธิจิตสิกขา ในเมื่อได้ตกแต่งความรู้ ความคิด ความเห็น ตลอดความตั้งใจไว้ในที่ชอบถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ชื่อว่า ได้ตกแต่งอริยมรรคข้อที่ ๑-๒ คือ สัมมาทิฐิ  สัมมาสังกับโป แปลว่า ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ประชุมพร้อมอยู่ในความเป็นผู้มีปัญญาสิกขา เป็นอธิปัญญา นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ พึงเดินมรรคให้ถูก ดังต่อไปนี้ คือ บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ถึงพร้อมบริบูรณ์อยู่แล้ว ชื่อว่า เป็นผู้เดินตามหนทางอริยมรรคถูกต้องแล้ว

                บัดนี้ จักแสดงอริยมรรคสมังคีต่อไป นักปฏิบัติ เมื่อเป็นผู้มีสติบริบูรณ์ มีสัมปชัญญะบริบูรณ์ ได้พยายามทำความเพียรประกอบกับจิตอยู่เสมอ คือมีสติกำหนดจิต หรือประคับประคองจิต ยังจิตให้ตกลงสู่ภวังค์เองแล้ว ประคับประคองเอาจิตในภวังค์ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้ ไม่ไป ไม่มา ไม่ออ ไม่เข้า ไม่ขึ้น ไม่ลง เป็นหนึ่งจริงๆ ตลอดเป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของจิตและเป็นเอกวิธาพิสมัย ตรัสรู้ได้ในขณะจิตดวงเดียว ว่า อริยมรรคทั้ง ๘ ประการได้ประชุมพร้อมแล้วในจิตดวงเดียวเมื่อใด เมื่อนั้น นักปฏิบัติย่อมรู้เป็นปัจจัตตังจำเพาะกับจิต ว่าจิตของเราได้ประชุมอริยมรรคสมังคีครั้งหนึ่งแล้ว หรือสองครั้ง สามครั้ง ตลอดประชุมถึง ๔ ครั้ง ก็ย่อมรู้ตลอดไป ฯ ตามนัยแห่งพระพุทธฎีกาที่ทรงตรัสเทศนาในสังฆคุณว่า "ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคฺคานิ อฏฺฐปุริสปุคฺคลา" แปลว่า นี่อย่างไร คู่ของบุรุษ ๔ คู่ นับเรียบตามลำดับตัวบุคคลเป็น ๘ บุคคลดังนี้ เมื่อนักปฏิบัติ ได้ปฏิบัติตามพระพุทธฎีกานี้ถูกต้องแล้ว จิตย่อมประชุมอริยมรรคถึง ๔ ครั้ง สำเร็จเป็นมรรค ๔ ผล ๔ ดังที่ปรากฏแจ้งอยู่แล้วในพระนวโลกิตรธรรมเจ้า ๙ ประการ

                บัดนี้ จักแสดงอริยผล พอรู้เงื่อนเพื่อเป็นทางปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสืบไป นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ เมื่อเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดำเนินตามหนทางอริยมรรคถูกต้องดังกล่าวแล้ว ตลอดจิตประชุมอริยมรรคสมังคีเองแล้ว ย่อมบังเกิดอริยผลแจ้งประจักษ์ใจ ดังต่อไปนี้

                ๑.  บังเกิดมี วิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ พร้อมทั้งมีธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรมแจ้งประจักษ์

                ๒.  บังเกิดมี จักขุกรณี ญาณกรณี คือ เห็นทางปฏิบัติอันเป็นกลาง ซึ่งไม่ลำเอียงเข้าไปใกล้ในความรักและความเกลียดกระทำดวงตาภายในให้บังเกิดเป็นตาอริยบุคล พร้อมทั้งกระทำญาณ ความรู้วิเศษ ดำเนินตามหนทางอันเกษมจากโยคะทั้งปวงไปได้โดยสะดวก

                ๓.  บังเกิดมี อุปสมาย อภิญญายฺ คือ เข้าถึงความเป็นผู้สงบ ระงับ และบังเกิดมีอภิญญาณ ความรู้จริง เห็นจริง ในพระธรรมวินัยนี้ทุกประการ

                ๔.  บังเกิดมีอริยผล คือ มีปัญญาจักษุ ดวงตาเป็นดวงปัญญาปรีชาญาณ หยั่งรู้หยั่งเห็นในสารพัดไญยธรรมทั้งปวง

                ๕.  บังเกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นในโลก คือ ถ้านักปฏิบัติเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงสร้างพระสมติงสะบารมีเต็มบริบูรณ์แล้ว ได้มาปฏิบัติพระพุทธศาสนาถูกต้องตามหนทางแห่งความตรัสรู้นี้ เป็นสัพพัญญูพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก ทรงทศพลญาณ มีพระสมันตะจักษุ ดวงตาอันแจ้งในสว่างยิ่ง ไม่มีแสงสว่างอื่นเสมอได้ ทรงทัศนาการทั่วไปในพระธรรมวินัยทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ตลอดได้ทรงทัศนาการทั่วไปในไตรโลกธาตุทั้งสิ้นด้วย

                อริยผล  เท่าที่แสดงมาทั้งสิ้นนี้ เป็นอริยผลที่กล่าวเป็นส่วนรวมและแสดงเป็นกลางๆ ฟังได้ทั้งสมถะ และวิปัสสนา ไม่ได้ชี้ขาดลงไปว่า ผู้นั้นได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษชั้นนั้น ๆ ข้อนี้เอาไว้ให้นักปฏิบัติผู้ที่ปฏิบัติได้แล้ว ได้รู้เป็นปัจจัตตังโดยเฉพาะตนเอง

 

                                                 วิธีเดินจงกรมภาวนา

 

                วิธีเดินจงกรมพาวนา เป็นวิธีภาวนา เปลี่ยนอิริยาบท ถือ เปลี่ยนจากการนั่งสมาธิภาวนา มาทำความเพียรภาวนาในอิริยาบถเดิน เรียกว่า เดินจงกรมภาวนา เปลี่ยนมาทำความเพียรภาวนาในอิริยาบถยืน เรียก ยืนกำหนดจิต เปลี่ยนมาทำความเพียรภาวนาในอิริยาบถนอน เรียก นอนพุทธไสยาสน์ หรือ สีหะไสยาสน์ก็เรียก

                เมื่อจะเดินจงกรม นักปฏิบัติพึงกำหนดหนทางจงกรมที่เราจะพึงเดิน ว่า เราจะเดินจากที่นี้ไปถึงที่นั้นหรือถึงที่โน้น เป็นระยะทางจงกรมสั้น ๆ หรือระยะทางจงกรมยาว ๆ แล้วแต่ความต้องการหรือแล้วแต่สถานที่ พึงกำหนด หรือตกแต่งทางจงกรม ตามสมควร ที่เราจะเดินได้โดยสะดวก

                วิธีเดินจงกรม ให้ไปยืนที่ต้นทางแห่งจงกรมนั้นแล้ว พึงยกมือทั้ง ๒ ขึ้น ประนมมือทั้ง ๒ ไว้เหนือหว่างคิ้ว ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือ ระลึกถึง คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระอริยะสงฆ์สาวก ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งสาม เป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่เคารพนับถือของข้าพเจ้า แล้วตั้งเป็นสัจอธิษฐานไว้ในใจว่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะตั้งในปฏิบัติพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นเครื่องปฏิบัติบูชา พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม พระสงฆ์นี้ ขอจงบันดลบันดาล ให้น้ำใจของข้าพเจ้า จงสงบระงับและตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว จงบังเกิดมีปัญญา ปรีชาญาณ รู้แจ้งแทงตลอดในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการเทอญ เมื่อตั้งเป็นสัจจะ และอธิฐานไว้ดีแล้วเอามือทั้ง ๒ วางจากการประนมมือ หย่อนมือทั้ง ๒ ลงมาแล้วเอามือข้างขวาจับมือข้างซ้าย หย่อนมือลงไว้ตรงข้างหน้า ตามแบบพระพุทธรำพึง เจริญพรหมวิหารทั้ง ๔ จบแล้ว ทอดตาลงเบื้องต่ำ ตั้งสติกำหนดจิต ตามแบบวิธีนั่งสมาธิที่กล่าวแล้ว นึกคำบริกรรมภาวนา บทเดียวกันกับนั่งสมาธิภาวนา เสร็จแล้วออกเดินจงกรมตั้งแต่หัวสุดจงกรมข้างนี้ ไปถึงหัวสุดจงกรมข้างโน้น เดินกลับจากหัวสุดจงกรมข้างโน้น มาถึงหัวสุดจงกรมข้างนี้ เพียรพยายามเดินกลับไปกลับมา ไม่ต้องนับเที่ยว ให้นับสติ นับดวงจิต ว่าสติของเราดีหรือไม่ ดวงจิตของเราสงบหรือยัง ถ้ายังไม่สงบ ก็ให้เพียรพยายามเดินอยู่อย่างนั้นจนกว่าจิตของเราสงบลงได้จริงๆ เมื่อจิตสงบครั้งแรก ยังตั้งสติไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งเดินต่อไป ให้หยุดยืนกำหนดจิตอยู่ก่อน จนกว่าจิตรวมสงบดีแล้ว เราตั้งสติได้แล้ว จึงเดินต่อไปอีก ด้วยความเป็นผู้มีเพียรเพ่งอยู่ พยายามทำความเพียรให้เป็นไปทางใจ จนกว่าจะชำนาญคล่องแคล่วในสมาธิภาวนา

                ในวิธีเดินจงกรมภาวนานี้ มีวิธีกระทำความเพียรให้เป็นไปทางใจ ด้วยใช้สติสัมปชัญญะ นึกคำบริกรรมภาวนาบทเดียวกันกับนั่งสมาธิภาวนา จุดประสงค์ ต้องการให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเหมือนกัน ต่างกันแต่อิริยาบถนั่งกับเดินเท่านั้น นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยนี้ ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมสนใจและเอาใจใส่ กระทำความพากเพียร ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งนอน ให้ชำนาญคล่องแคล่วจริงๆ จนกว่าจะแตกฉานในห้องพระไตรปิฎก

                                                      นิมิตสมาธิ

 

                บัดนี้ จักได้แสดงเรื่องนิมิตในสมาธิภาวนาและเรื่องวิธีแก้นิมิตต่อไป ฯ ในเบื้องต้นนี้ จะได้แสดงชื่อของนิมิตที่พระอนุรุทธาจารย์ เจ้าได้แสดงไว้ในคัมภีร์พระอภิธัมมัตถะสังคหะว่า ตีณิ นิมิตฺตานิ แปลว่า ในพระสมถะกรรมฐานภาวนาประกอบด้วย นิมิตมี ๓ ประการ คือ

                ๑.  บริกรรมนิมิต

                ๒.  อุคหะนิมิต

                ๓.  ปฏิภาคนิมิต

                นิมิตทั้ง ๓ ประการเหล่านี้ พระอนุรุทธาจารย์เจ้า แสดงไว้แล้วก็เป็นอันถูกต้องดีแล้ว คือ เป็นของมีจริงตามที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการ นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ โดยมากก็ถือเอาเป็นเครื่องรู้ เป็นเครื่องเล่น เป็นเครื่องพิจารณา แต่ผู้มุ่งโลกุตรธรรมเป็นเครื่องอยู่อันแท้จริงแล้วย่อมไม่ติดข้องอยู่ในนิมิตทั้งหลายเหล่านี้ คือ เมื่อเห็นแล้ว ก็แก้ไขให้หลุดพ้นผ่านไป ก้าวหน้าสู่โลกุตรธรรมอย่างเดียว

                เรื่องนิมิตที่ปรากฏเห็น หรือบังเกิดขึ้นนั้น มีนัยดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

                ๑.  จิตในเวลานอนหลับ ก็บังเกิดนิมิตได้ เรียกว่า ฝัน

                ๒.  จิตในเวลานั่งสมาธิ ก็บังเกิดนิมิต เรียกว่า นิมิตสมาธิ

                ในที่นี้มีประสงค์ จะอธิบายเฉพาะแต่นิมิตสมาธิเท่านั้น เพื่อไม่ให้หลงไปตามนิมิต จะได้มีปัญญารู้เท่านิมิต และแก้นิมิตต่อไป

                เรื่องนิมิตสมาธิ ในเวลานั่งสมาธิภาวนา จิตตกลงสู่ภวังค์แล้วเผลอสติบังเกิดนิมิตเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นก็มี หรือไม่เผลอสติจิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ ย่อมมีนิมิตต่างๆ บังเกิดขึ้น ปรากฏเห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวาร ฯ นักปฏิบัติบางจำพวก กระทำปุพพภาคแห่งการปฏิบัติเบื้องต้นไม่ถูกต้อง จะกระทำโลกุตระให้แจ้งก็ทำไม่ได้ เมื่อนั่งสมาธิภาวนา ได้แต่เพียงนิมิตสมาธิภาวนา คือ ได้เห็นนิมิตต่างๆ มาปรากฏในจักขุทวาร มโนทวารเท่านั้นก็ดีใจ บังเกิดถือทิฐิมานะว่าตนได้รู้ ได้เห็น และได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษชั้นนั้น ๆ ไม่รู้เลยว่าตนเป็นผู้หลงติดข้องอยู่ในชั้นโลกีย์ ไม่ใช่ชั้นโลกุตระฯ นักปฏิบัติผู้ที่มีปุพพภาคแห่งการปฏิบัติเบื้องต้นได้กระทำถูกต้องแล้ว เมื่อนั่งสมาธิภาวนาจิตตกลงสู่ภวังค์ บังเกิดมีนิมิตขึ้นมาก็ดี หรือจิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ อันใดอันหนึ่ง บังเกิดมีนิมิตปรากฏเห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวาร ย่อมไม่ดีใจ เสียใจ คือ ไม่ยินดี ยินร้าย ในนิมิตนั้น ๆ ย่อมเป็นผู้มีสติทำจิตให้เป็นสมาธิตลอดไป ฯ

                นิมิตบางประการ เมื่อบังเกิดขึ้นแล้ว เป็นอุบายให้ได้สติ มีปัญญา พาให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิเรียบร้อยดีก็มี ฯ แต่นิมิตบางประการ เป็นนิมิตที่น่ากลัวกระทำให้จิตหวาดเสียวตกใจกลัวก็มี ผู้ไม่มีสติอาจฟุ้งซ่าน เสียสติอารมณ์ก็เป็นได้ จึงขอเตือนสติไว้ในที่นี้ว่า ท่านผู้ปฏิบัติใหม่ทั้งหลาย พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตไว้ให้ดี อย่าตกใจกลัว และอย่าประหม่า กระดาก เก้อเขิน คืออย่าเป็นผู้กล้าหรือผู้กลัวจนเกินไป ถ้ากล้าเกินไป ก็ทำให้ใจฟุ้งซ่านได้ หรือกลัวเกินไป ก็ทำให้เสียสติอารมณ์ท้อถอยจากความเพียร ไม่อาจนั่งสมาธิภาวนาอีกได้ เพราะหลงนิมิตเท่านั้น ฯ

                อนึ่ง นิมิตบางประการแสดงเรื่องมนุษย์ บางประการแสดงเรื่องสวรรค์ บางประการแสดงเรื่องพระนิพพาน นักปฏิบัติบางจำพวก ชอบเล่นนิมิตเกินไปก็หลงเพลินไปเที่ยวเล่นในมนุษย์โลกและเที่ยวเล่นในสวรรค์ ตลอดเข้าสู่พระนิพพานตามอาการของนิมิตที่ปรากฏ จนสามารถพูดอวดได้ว่าตนได้สำเร็จสวรรค์ สำเร็จพระนิพพานไปแล้ว ครั้นออกจากสมาธิแล้ว ก็เปล่า ๆ หาได้สำเร็จอะไรไม่ นี่แสดงว่านิมิตหลอกให้หลง ก็หลงตามจริง ๆ ด้วย ความเข้าใจผิด เห็นผิดจากความจริงทุกประการตลอดไป ฯ

                นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยนี้ที่มุ่งโลกุตรธรรมจริง ๆ ย่อมเป็นผู้ไม่หลงไปตามอาการของนิมิต เมื่อนิมิตบังเกิดขึ้น ย่อมมีสติพิจารณาให้รู้แจ้งว่า นิมิตนี้บังเกิดขึ้นจากเหตุแห่งคำบริกรรม เรียกว่า บริกรรมนิมิต และนิมิตนี้บังเกิดขึ้นเป็นอุบายให้มีสติ มีสมาธิยิ่ง ๆ ขึ้นไป เรียก อุคหนิมิต ทั้งอีกนิมิตนี้ บังเกิดขึ้นจากปฏิภาคการในร่างกายตัวเรา หรือภายในร่างกายของคนอื่น เรียกว่า ปฏิภาคนิมิตย่อมรู้รอบคอบตลอดทุกประการ

                นิมิตที่ปรากฏเห็นดวงเดือน ดวงดาว ดวงอาทิตย์ หรือเห็นแสงสว่างภายในดวงใจของเรา นับเข้าในพวกอุคหนิมิต ไม่เป็นของที่น่ากลัว

                นิมิตที่ปรากฏเห็นโครงกระดูกในร่างกายเรา หรือเห็นตัวของเราตาย เป็นซากศพ นอนกลิ้งอยู่ต่อหน้า ตลอดเห็นซากศพมนุษย์ทั้งหลายตายเต็มโลก นับเข้าเป็น ปฏิภาคนิมิต ผู้ไม่มีสติย่อมตกใจกลัว แต่ผู้มีสติ ย่อมไม่กลัว ยิ่งได้สติดีขึ้น คือได้ใช้เป็นอุบายพิจารณาอสุภกรรมฐานแยกส่วน แบ่งส่วนซากศพนั้นออกดูให้ตลอดก่อน แล้วน้อมเข้ามาพิจารณาในร่างกายตน จนเห็นจริงแจ้งประจักษ์ แล้วพิจารณาร่างกายของบุคคลผู้อื่น ก็แลเห็นแจ้งแทงตลอดทุกประการ บังเกิดมีนิพพิทาญาณ เหนื่อยหน่ายสังเวชสลดใจ น้ำใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแน่วแน่ดี สติก็มีกำลังดียิ่งขึ้น เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต

 

                                                                วิธีแก้นิมิตสมาธิ

 

  เหตุจำเป็นที่จะต้องแก้นิมิตสมาธิ เพราะเหตุว่าเรื่องของนิมิตสมาธิทั้งหมด เป็นเรื่องของโลกีย์ ไม่ใช่โลกุตระ 

  จัดว่าเป็นเบญจมาร ๕ ประการ คือ

                กิเลสมาร ๑

                เทวบุตรมาร ๑

                ขันธมาร ๑

                อภิสังขารมาร ๑

                มัจจุมาร ๑

                บันดลบันดาลให้บังเกิดมีนิมิตขึ้น หลอกล้อให้หลงติดข้องอยู่ในวัฏสงสารตลอดไป คือให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสามประการ คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑ นักปฏิบัติผู้ต้องการพ้นทุกข์ คือต้องการโลกุตระ ไม่ต้องการข้องอยู่ในวัฏสงสาร จึงจำเป็นต้องแก้นิมิตทั้ง ๓ ประการให้หลุดพ้นไป

                บัดนี้จะกล่าววิธีแก้นิมิตตามหนทางพระพุทธศาสนาท่านสอนไว้มี ๓ ประการ

                วิธีที่ ๑  เจริญญาตปริญญาวิธี  แปลว่า ทำความกำหนดรู้ทั้งจิต ทั้งนิมิตอยู่เฉยๆ หรือมีสติกำหนดจิตนิ่งเฉยต่อนิมิต

                วิธีที่ ๒  เจริญติรณะปริญญาวิธี  แปลว่า พิจารณาตรวจค้นเหตุผลของนิมิตให้รอบคอบ

                วิธีที่ ๓  เจริญปหานปริญญาวิธี  คือสละลงซึ่งนิมิตนั้นให้ขาดหรือถอนตัณหาเสียทั้งโคน

 

                                                ญาตปริญญาวิธี

    เป็นวิธีที่นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายจำเป็นต้องใช้ประกอบกับภูมิจิตของตนที่ได้เจริญสมถกรรมฐานใหม่ ๆ และได้ฝึกหัดสมาธิน้อยสติยังอ่อน ไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนิมิตทั้งปวงได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีที่ ๑ เจริญญาตปริญญาวิธี ทำความกำหนดรู้อยู่เฉยๆ หรือมีสติกำหนดจิตนิ่งเฉยต่อนิมิตนั้น ๆ  ทุกประการ

                บัดนี้จะกล่าวถึงภูมิจิตแห่งนักปฏิบัติใหม่ที่ควรเจริญญาตปริญญาวิธี คือ เมื่อนักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายได้เจริญสมถกรรมฐานใหม่ ๆ และได้กระทำความเพียร นั่งสมาธิภาวนาใหม่ ๆ ยังไม่ชำนาญคล่องแคล่วดีในวิถีหนทางโลกุตระ ในเวลานั่งสมาธิภาวนา จิตกำลังสงบตั้งมั่นเป็นขณิกสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ แล้วกำลังก้าวหน้าเข้าสู่อัปนาสมาธิ บังเกิดมีนิมิตอันใดอันหนึ่งมาปรากฏเฉพาะหน้า ครั้นจะถือเอานิมิตนั้นเป็นอารมณ์ก็ถือเอาไม่ได้ เพราะเป็นเหตุให้เผลอสติ จิตนั้นก็ถอนจากสมาธิ นิมิตนั้น ก็หายไปจำเป็นต้องเจริญญาตปริญญาวิธี คือมีสติกำหนดจิตทำความกำหนดรู้นิ่งเฉยอยู่ตลอดเวลา จนกว่านิมิตนั้นสงบหายไปเอง

                ญาตปริญญาวิธีนี้ เป็นวิธีอบรมบ่มอินทรีย์ให้มีกำลังแก่กล้า คือทำให้จิตของเรามีความเชื่อมั่นและมีความเพียรมากขึ้น มีสติดีขึ้นตลอด ทำให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่จริงๆ จนบังเกิดมีปัญญาเฉลียวฉลาดมากขึ้นโดยลำดับ ยิ่งมีนิมิตมาปรากฎบ่อย ๆ และได้เจริญญาตปริญญาวิธีนี้บ่อยๆ ก็ยิ่งได้สติและมีปัญญาสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิ ดำเนินตามหนทางอริยมรรคได้ดีมากขึ้นโดยรวดเร็ว ไม่ถอยหลัง

                อนึ่ง ความรู้ความเห็นบางประการบังเกิดขึ้น แล้วกลายเป็นสัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ความรู้ความเห็นเหล่านั้นไม่ใช่เป็นความรู้จริงเห็นจริงในพระธรรมวินัย เป็นความรู้ความเห็นที่เกิดจากความหวั่นไหวง่อนแง่นไปตามอารมณ์สัญญาและนึกเดา หรือคาดคะเนเอาจากนิมิตต่างๆ เนื่องด้วยเหตุนี้ เมื่อความรู้ความเห็นเกิดขึ้น อย่าพึงรู้หน้าเดียวเห็นหน้าเดียว ให้พึงเจริญญาตปริญญาวิธี ทำความเป็นผู้ไม่ยินดีและยินร้ายในความรู้ความเห็นเหล่านั้น

                การเจริญญาตปริญญาวิธีมีอานิสงส์มากสามารถทรมานจิตให้ละพยศอันร้ายได้ คือในเมื่อไม่ยินดี ไม่ยินร้ายในความรู้ ความเห็น และในนิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดไม่ส่งจิตให้คิดไปตามเช่นนั้นตัณหา ความดิ้นรนกระวนกระวายย่อมบังเกิดมีขึ้น เป็นพยศอันร้ายแรงแห่งจิต คือ อยากเห็นนิมิตนั้นแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น หรือมิฉะนั้นเมื่อได้เห็นซึ่งนิมิตที่น่ากลัว ก็อยากให้นิมิตที่น่ากลัวนั้นหายไป เมื่อนิมิตที่น่ากลัวนั้นไม่หายไปตามประสงค์ ก็บังเกิดความเสียใจ และร้อนใจ ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็นซึ่งนิมิตที่น่ากลัวนั้นเสียเลย ชื่อว่าพยศอันร้าย

                ครั้งเมื่อจิตบังเกิดพยศอันร้ายดังกล่าวแล้ว ปฏิฆะกับความประมาทก็บังเกิดขึ้นพร้อม เป็นเหตุให้เสื่อมเสียศรัทธา ท้อถอยจากการปฏิบัติ ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาก็เสื่อมจากทางมรรค ทางผล ทางสวรรค์ ทางนิพพาน ถ้าได้เจริญญาตปริญญาวิธีนี้เสมอ ก็สามารถทรมารซึ่งพยศอันร้ายแรงแห่งจิตให้หายได้ กับบังเกิดเป็นผู้มีสติดี กำหนดรู้ซึ่งจิต ทำความสงบนิ่งเฉยอยู่ได้ดี

                เมื่อจิตสงบตั้งมั่นลงได้แล้ว ตัณหาทั้ง ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็สงบไปเอง คือ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย และไม่ทะเยอทะยานอยาก พร้อมทั้งความไม่อยากก็สงบระงับไปตามกัน กลับตั้งใจไว้ได้ในมัชฌิมาปฏิปทา คือตั้งใจไว้เป็นกลาง ไม่ตกใจกลัว และไม่กลัวเกินไป สม่ำเสมอ พอเหมาะพอดีเป็นหนึ่งอยู่ได้ ไม่เดือดร้อนในเรื่องนิมิตจะมีมา หรือไม่มีมา ก็แล้วแต่เหตุผล หรือมีมาแล้วจะหายไปหรือไม่หายไป ก็แล้วแต่เรื่องของเรื่อง

                สันทิฏฐิโก" เป็นผู้เห็นเอง

                อกาลิโก"  ไม่เลือกกาล

                เอหิปัสสิโก"  มีเครื่องแสดงบอกให้รู้เห็นตามเป็นจริงอยู่อย่างนั้น

                ปัจจัตตํ"  รู้จำเพาะกับจิตตลอดไป

                เมื่อทรมานจิตให้ละพยศอันร้ายได้แล้ว ย่อมบำเพ็ญสมาธิดำเนินตามหนทางอริยมรรคได้ดี คือ

                ๑.  ทางดำเนินของสติ ก็ดำเนินได้สะดวกดีขึ้น

                ๒.  ทางดำเนินของสัมปชัญญะ ก็ดำเนินได้สะดวกดีขึ้น

                ๓.  ทางดำเนินของมัชฌิมาปฏิปทา ก็ดำเนินได้สะดวกดีขึ้น

                ๔.  ทางดำเนินของทิฏฐุชุกรรม ก็ทำความเห็นซื่อตรงดีขึ้น

                ๕.  ทางดำเนินแห่งการรวมจิต พร้อมทั้งสติสัมปชัญญะ ทั้งความเห็นก็รวมได้สะดวกดีขึ้น ชื่อว่าดำเนินอริยมรรคได้ดี เรียกว่า ญาตปริญญาวิธี ด้วยประการฉะนี้

 

                                                                ติรณะปริญญาวิธี

 

                แปลว่า ใคร่ครวญตรวจตรองเหตุผลแห่งนิมิต ในติรณะปริญญาวิธีที่ ๒ นี้ เป็นหน้าที่ของนักปฏิบัติชั้นสมถกรรมฐาน ผู้ชำนาญในญาตปริญญาวิธีมาแล้ว มีหน้าที่จำเป็นต้องเจริญติรณะปริญญาวิธีต่อไป ในขณะเมื่อเจริญติรณะปริญญาวิธีนั้น นักปฏิบัติผู้ชำนาญ ย่อมเจริญในเวลารวมจิตได้แล้ว และมีนิมิตมาปรากฏเฉพาะหน้า ก่อนแต่จะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นักปฏิบัติผู้ชำนาญย่อมเจริญติรณะปริญญาวิธีให้ชำนาญก่อน คือ พิจารณา ปฏิภาคนิมิตให้แตกฉาน ดังต่อไปนี้

                ปฏิภาคนิมิตในที่นี้มี ๒ ประการ คือ

                ๑.  ปฏิภาคนิมิตภายนอก ได้แก่ รูปร่างกายของมนุษย์ภายนอกจากตัวของเรา

                ๒.  ปฏิภาคนิมิตภายใน ได้แก่ รูปร่างกายของเราเอง

                รวมปฏิภาคนิมิตมี ๒ ประการดังกล่าวนี้มีในตัวของมนุษย์ทุกคนตลอดโลก บังเกิดเป็นนิมิตปรากฏขึ้นในเวลานั่งสมาธิ เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต

                นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายผู้ไม่ชำนาญ ก็รู้ไม่เท่า และแก้ไม่ได้ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะเหตุว่า ตัวปฏิภาคนิมิตทั้งหมดเป็นตัวกองทุกข์ และอาสวะกองกิเลส

               

                                                                 วิธีแก้ปฏิภาคนิมิตภายนอก

                วิธีแก้ปฏิภาคนิมิต นักปฏิบัติผู้ชำนาญ ย่อมแก้ปฏิภาคนิมิตภายนอกก่อน คือในเมื่อเวลากำลังนั่งสมาธิภาวนา รวมจิตได้แล้วบังเกิดเห็นนิมิตมาปรากฏต่อหน้า เป็นรูปมนุษย์ผู้หญิง หรือรูปมนุษย์ผู้ชาย เป็นรูปเด็กเล็ก หรือรูปหนุ่มสาว แสดงอาการแลบลิ้นปลิ้นตา หน้าบิดตาเบือน แปลกประหลาด น่าตกใจกลัว อาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม หรือแสดงอาการให้เห็นเป็นรูปคนตายก็ตาม ฯ นักปฏิบัติผู้มีสติดี ย่อมพลิกจิตของตน ทวนกลับเข้ามาตั้งสติ กำหนดจิตไว้ให้ดี แล้ววิตกถามด้วยในใจว่า "รูปนี้เที่ยง หรือไม่เที่ยง จะแก่เฒ่าชรา ตายลงไปหรือไม่" เมื่อวิตกถามด้วยในใจดังนี้แล้ว พึงหยุดและวางคำที่นึกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิท นิ่งพิจารณาด้วยความวางเฉย จนได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง ปรากฏเห็นชัดซึ่งรูปนิมิตนั้นไม่เที่ยง แก่เฒ่าชราไปเอง ตลอดจนเพ่งให้ตาย ก็ตายลงเอง ตามอาการที่วิตกในใจนั้น ๆ ทุกประการ ต่อแต่นั้นจะวิตกในใจให้เป็นซึ่งรูปนิมิตที่ตายแล้ว เปื่อยเน่าตลอดจนแตกทำลายกระจัดกระจายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ไปตามธรรมดา ธรรมธาติ ธรรมฐิติ ธรรมนิยามย่อมได้ตามประสงค์ตลอดปลอดโปร่งทุกประการ เว้นแต่จิตถอนจากสมาธิแล้ว หรือนึกคาดคะเน หรือนึกเดาเอาเท่านั้น จึงไม่สำเร็จสมประสงค์ อันนักปฏิบัติผู้ชำนาญจริงแล้ว ย่อมไม่ใช้คาดคะเนและไม่นึกเดาเอา คือ ย่อมทำตามระเบียบวิธีที่ถูกต้องจริงๆ จึงสำเร็จตามประสงค์

              

                                  วิธีแก้ปฏิภาคนิมิตภายใน

                ในขณะเมื่อพิจารณาปฏิภาคนิมิตภายนอกได้ความชัดแล้ว ชื่อว่าแก้ปฏิภาคนิมิตภายนอกได้แล้ว อย่าหยุดเพียงแค่นั้น หรืออย่าพึงเป็นผู้ประมาททอดธุระเสีย ให้น้อมเอาจิตของตนทวนกระแสกลับเข้ามาพิจารณาภายในร่างกายของเราเอง ในเบื้องต้น ถ้าจิตของตนไม่ปลอดโปร่ง คือ ไม่แลเห็นร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้พึงรวมเอาแต่จิตให้สนิทอยู่ก่อน เมื่อจิตของตนรวมสนิทดีแล้ว พึงใช้อุบายวิตกดังกล่าวแล้ว ในที่นี้ประสงค์ให้วิตกว่า ศีลของเราก็บริสุทธิ์ดีแล้ว สมาธิของเราก็ตั้งมั้นดีแล้ว เมื่อมีศีลก็ต้องมีสมาธิเมื่อมีสมาธิก็ต้องมีปัญญา บัดนี้มีศีล สมาธิ แล้วปัญญาเป็นอย่างไร เมื่อวิตกถามด้วยในใจดังนี้แล้วพึงหยุดและวางคำที่วิตกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิทนิ่ง พิจารณาด้วยความวางเฉย จนกว่าได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง ปรากฏเห็นชัดซึ่งผู้รู้ทั้งหลายมาชี้บอกว่า ทางนี้เป็นทางรัก ทางนี้เป็นทางเกลียด ทางนี้เป็นทางมัชฌิมาปฏิปทาพร้อมทั้งแลเห็นเป็นทางโปร่งโล่งทั้ง ๗ ทาง ในขณะเดียวกันก็รู้ชัดได้ว่า ปัญญาคือความเห็นชอบ พร้อมทั้งความรู้ก็รอบคอบด้วย ต่อแต่นั้น พึงวิตกถามถึงส่วนของร่างกายภายในร่างกายตนเองเป็นตอน ๆไป ในตอนแรกพึงวิตกว่า ร่างกายของเราเป็นอย่างไร เที่ยงหรือไม่เที่ยง จะแก่เฒ่าชราและแตกทำลายเปื่อยเน่าลงไปเหมือนกันหรือไม่ เมื่อวิตกถามด้วยในใจเช่นนั้นแล้วพึงหยุด และวางคำวิตกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิทนิ่ง พิจารณาด้วยความวางเฉยจนกว่าได้ความรู้แจ้งขึ้นเอง และแลเห็นชัดแจ้งประจักษ์ว่า ร่างกายของเรา แก่เฒ่าชราและล้มตายลงไปในปัจจุบันทันใจในขณะนั้น สำเร็จสมประสงค์ ตอนที่ ๒ พึงวิตกถามด้วยในใจว่า อาการ ๓๒ ภายในร่างกายเราส่วนไหนตั้งอยู่อย่างไร มีลักษณะอาการเป็นอย่างไร หทัยวัตถุอยู่ที่ไหน ครั้งเมื่อวิตกถามด้วยในใจดังนี้แล้ว พึงหยุด และวางคำวิตกนั้นเสีย กำหนดจิตให้รวมสนิทนิ่ง พิจารณาด้วยความวางเฉย จนกว่าได้ความรู้แจ้งขึ้นเองปรากฏเห็นชัด ซึ่งดวงหัยวัตถุตั้งอยู่ทรวงอกข้างซ้ายมีรูปลักษณะคล้ายดอกบัวตูม มีหน้าที่ทำงานฉีดเลือดส่งไปเลี้ยงร่างกาย เมื่อเห็นเครื่องภายในก่อนดังนี้ พึงพิจารณาเครื่องภายในให้ตลอด คือ พิจารณาม้ามว่าตั้งอยู่ที่ไหน มีรูปลักษณะอาการเป็นอย่างไร ให้วิตกถามด้วยในใจแล้ววางคำวิตกนั้นเสีย กำหนดจิตรวมให้สนิทนิ่ง พิจารณาด้วยความวางเฉย จนกว่ารู้ขึ้นเองว่า ม้ามตั้งอยู่ข้างซ้ายของดวงหทัย วัตถุ มีรูปลักษณะคล้ายตับมีสีแดง ส่วนตับนั้น ตั้งอยู่ข้างขวาของดวงหทัยวัตถุ มีสีดำคล้ำ ปอดตั้งอยู่ทรวงอกเบื้องบน มีหน้าที่รับลมหายใจเข้าออก และส่งไปเลี้ยงร่างกายทั่วสรรพางค์กาย อันตังไส้ใหญ่ ต่อจากลำคอลงไป มีกระเพาะอาหาร สำหรับรับอาหารใหม่ ต่อจากกระเพราะอาหารใหม่ลงไป เรียกว่า ลำไส้ใหญ่ตั้งอยู่ในท้องของเรา เป็นขด ๆ มีไส้น้อยรัดรึงเรียกว่าสายรัดไส้ ต่อจากลำไส้ใหญ่มีกระเพาะอาหารเก่า สำหรับรับกากของอาหาร ต่อจากกระเพาะอาหารเก่าลงไป เป็นทวารหนักสำหรับถ่ายอุจจาระ เมื่อเห็นแจ้งขึ้นเอง ซึ่งเครื่องภายในชัดเจนตลอดแล้ว พึงพิจารณาอาการ ๓๒ เป็นอนุโลม ปฏิโลม โดยปัจจัยตัง รู้จำเพาะกับจิต ไม่ใช่นึกไปตามตำราที่จำได้ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมนึกวิตกถามผู้รู้ ในเวลานั่งสมาธิรวมจิตสนิทดีแล้ว มีสติกำหนดจิตได้แล้ว พึงวิตกถามด้วยในใจว่า

                -เกศา แปลว่า ผม ตั้งอยู่ที่ไหน มีรูปพรรณสัณฐานอย่างไร เมื่อวิตกถามแล้ว พึงหยุดและวางคำถามนั้นเสีย มีสติ รวมจิตให้สนิทนิ่ง พิจารณาด้วยความวางเฉย จนปรากฏเห็นชัดขึ้นเองว่าผมอยู่บนศรีษะ มีสีดำคล้ำ รูปพรรณสันฐานเป็นเส้นยาว ๆ แก่แล้วหงอกขาว ตายแล้วลงถมแผ่นดิน

                -โลมา  แปลว่า ขน เกิดอยู่ตามขุมขน มีทั่วร่างกาย ครั้งเมื่อเราตาย ถมแผ่นพระธรณี

                -นขา  แปลว่า เล็บ มีอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งเท้าทั้งมือ ทุกคนย่อมถือว่าเล็บของตนสิ้นชีพวายชนม์ลงถมแผ่นดิน

                -ทันตา แปลว่า  ฟัน ในปากของเรา ครั้งเมื่อแก่เฒ่า ฟันเราโยกคลอน หนักเข้าหลุดถอนลงถมแผ่นดิน

                -ตโจ  แปลว่า หนัง หุ้มร่างกายเรา ตายแล้วถูกเผา ถมแผ่นพระธรณี

                ครั้นเมื่อพิจารณาปรากฏเห็นเอง แจ้งประจักษ์ใจตามความเป็นจริงในมูลกรรมฐานนี้แล้ว ชื่อว่าพิจารณาเป็นอนุโลม พึงพิจารณาย้อนกลับเป็นปฏิโลม กลับไปกลับมาให้ชำนาญดีแล้ว จึงพิจารณาเป็นลำดับต่อไปอีกว่า

                -มังสัง แปลว่า เนื้อมีหนังหุ้มอยู่ จะแลดูด้วยตาย่อมไม่เห็น เมื่อเราจะพิจารณาดูซึ่งเนื้อ จำเป็นต้องถลกหนังนี้ออกให้หมดเสียก่อน จึงจะพิจารณาดูซึ่งเนื้อให้เห็นจริงแจ้งประจักษ์ได้ แต่จะต้องถลกออกด้วยอุบายปัญญา ครั้นพิจารณาเห็นดังนั้นแล้ว พึงทำในใจด้วยอุบายที่ชอบ คือ มีสติยกจิตขึ้นเพ่งให้หนังเลิกออกไป ตั้งแต่หนังศีรษะเป็นต้นไปโดยลำดับ ตลอดภึงหนังพื้นเท้าเป็นที่สุดเสร็จแล้วเอากองไว้ที่พื้นแผ่นดิน เมื่อพิจารณาให้หนังเลิกออกไปหมดแล้ว ก็แลเห็นกล้ามเนื้อเป็นกล้าม ๆ ทั้วสรรพางค์กาย จึงตั้งสติกลับจิตให้รวมสนิท แล้วยกจิตขึ้น เพ่งให้กล้ามเนื้อหลุดออกจากกระดูกหมดทุกกล้ามตลอดทั่วสรรพางค์กาย ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดิน เมื่อกล้ามเนื้อหลุดออกจากโครงกระดูกหมดแล้ว ก็แลเห็นเส้นเอ็นอย่างกระจ่างแจ้ง ว่าเส้นเอ็นทั้งหลายรัดรึงโครงกระดูกให้ติดกันอยู่ได้ เมื่อจะพิจารณาให้ เส้นเอ็นหลุดจากโครงกระดูกนั้น จึงพลิกจิตให้กลับรวมสนิทดีแล้ว ยกจิตขึ้นเพ่งให้เส้นเอ็นทั้งหลายหลุดจากโครงกระดูกหมดทุกเส้น เมื่อเส้นเอ็นหลุดจากโครงกระดูกหมดแล้ว ก็แสดงให้แลเห็นโครงกระดูกได้อย่างกระจ่างแจ้ง ฯ เมื่อเห็นโครงกระดูกแจ่มแจ้ง แต่เครื่องภายในโครงกระดูกยังมีอยู่ พึงกระทำพิธีพิจารณาให้เครื่องภายในโครงกระดูกนั้นหลุดออกไปก่อนแล้วจึงพิจารณายกจิตขึ้นเพ่งให้โครงกระดูกหลุดออกเมื่อภายหลัง

                วิธีพิจารณาให้เครื่องภายในหลุดออกจากโครงกระดูก ให้มีสติพลิกจิต กำหนดรวมจิตให้สนิทแน่วแน่ แล้วยกจิตขึ้นเพ่งให้เครื่องภายในหลุดออกจากโครงกระดูกทีละอย่าง ๆ คือ

                เพ่งม้าม ให้ม้ามหลุดออกไป

                เพ่งหทัยวัตถุ ให้หัยวัตถุหลุดออกไป

                เพ่งตับ ให้ตับหลุดออกไป

                เพ่งพังผืด ให้พังผืดหลุดออกไป

                เพ่งไต ให้ไตหลุดออกไป

                เพ่งปอด ให้ปอดหลุดออกไป

                เพ่งลำไส้ใหญ่ ให้ลำไส้ใหญ่หลุดออกไป

                เพ่งไส้น้อย ให้ใส้น้อยหลุดออกไป

                เพ่งอาหารใหม่ อาหารเก่า ให้อาหารใหม่ อาหารเก่าหลุดออกไป

                เมื่อเครื่องภายในโครงกระดูกหลุดออกไปหมดแล้ว ธาตุน้ำทั้งหลาย มีน้ำเลือด น้ำเหลืองเป็นต้น มีน้ำมูตร เป็นที่สุด ก็หลุดออกจากโครงกระดูกตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดิน เมื่อมีสติ เพ่งพิจารณาให้เครื่องภายในภายนอกหลุดออกจากโครงกระดูกหมดแล้ว ก็แสดงให้เห็นโครงกระดูกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งข้างในข้างนอก จึงพิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลกมปฏิโลมต่อไป

 

                                                วิธีพิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม

                พึงมีสติ กำหนดจิตให้รวมสนิทดีเรียบร้อยก่อน แล้วยกจิตขึ้นเพ่งพิจารณากำหนดให้รู้โครงกระดูกโดยลำดับตั้งแต่เบื้องบนลงไปถึงที่สุดเบื้องต่ำ คือเพ่งพิจารณาดูกระดูกกระโหลกศีรษะและกำหนดให้รู้แจ้งว่า กระดูกกระโหลกศรีษะนี้เป็นแผ่นโค้งเข้าหากันมีฟันเกาะกันไว้เป็นกระโหลกอยู่ได้ กระดูกคอ เป็นข้อ ๆ และเป็นท่อนๆ สวมกันไว้เป็นลำดับลงไป กระดูกหัวไหล่ กระดูกไหปลาร้าต่อออกจากระหว่างกระดูกคอทั้ง ๒ ข้าง กระดูกแขนทั้ง ๒ แขนกระดูกศอกทั้ง ๒ ศอก กระดูกข้อมือ กระดูกฝ่ามือ กระดูกนิ้วมือทั้ง ๑๐ นิ้ว กระดูกซี่โครงทั้ง ๒๔ ซี่ กระดูกสันหลังเป็นข้อ ๆ และเป็นท่อนๆ สวมกันไว้เป็นลำดับลงไปตั้งแต่กระดูกคอ ตลอดถึงกระดูกบั้นเอว กระดูกสะโพก กระดูกโคนขา กระดูกเข่า กะดูกแข้ง กระดูกข้อเท้า กระดูกผ่าเท้า กระดูกนิ้วเท้าทั้ง ๑๐ นิ้ว

                พิจารณาโดยลำดับอย่างนี้ เรียกว่า พิจารณาเป็นอนุโลมเมื่อพิจารณาเป็นอนุโลมโดยลำดับดังนี้แล้ว พึงพิจารณาย้อนกลับเป็นปฏิโลม ดังต่อไปนี้

               

                                                วิธีพิจารณาโครงกระดูกเป็นปฏิโลม

                พึงมีสติ กำหนดจิตให้รวมสนิทเป็นหนึ่งตลอดไป ยกจิตขึ้นเพ่งพิจารณา กำหนดรู้โครงกระดูกย้อนกลับเป็นปฏิโลม ตั้งแต่เบื้อต่ำลำดับขึ้นไป จนถึงที่สุดเบื้องบน คือเพ่งพิจารณาดูให้รู้ให้เห็นกระดูกนิ้วเท้าทั้ง ๑๐ นิ้วตลอด แล้วเพ่งพิจารณาดูให้รู้ให้เห็นกระดูกฝ่าเท้า กระดูกข้อเท้า กระดูกแข้ง กระดูกเข่า กระดูกโคนขา กระดูกสะโพก กระดูกบั้นเอว กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง กระดูกหัวไหล่ กระดูกไหปลาร้า กระดูกแขน กระดูกศอก กระดูกข้อมือ กระดูกฝ่ามือ กระดูกนิ้วมือ กระดูกคอ กระดูกกะโหลกศีรษะพิจารณาย้อนกลับ ตั้งแต่เบื้องต่ำตลอดขึ้นไปจนถึงเบื้องบนอย่างนี้ เรียกว่า พิจารณาเป็นปฏิโลม

 

                       พิจารณารวมศูนย์กลาง

                เมื่อพิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม ปฏิโลม ถอยลง ถอยขึ้น รอบคอบตลอดแล้ว พึงพิจารณารวมศูนย์กลางที่ท่ามกลางอกดังต่อไปนี้ พึงมีสติ รวมจิต พร้อมทั้งความคิดความเห็นที่ได้พิจารณาเห็นโครงกระดูกตั้งแต่เบื้องบนลงไปถึงเบื้องล่างย้อนกลับขึ้นมาจนถึงเบื้องบน รอบคอบตลอดแล้วนั้น ทวนกระแสรวมเข้าตั้งไว้ในท่ามกลางอก มีสติพิจารณาให้รู้แจ้งว่า ร่างกายนี้ ก็เป็นแต่เพียงสักว่า กาย ถ้าไม่มีใจครองก็ไม่รู้สึก รู้นึก รู้คิด และเคลื่อนไหวไปมาไม่ได้ มีวิญญาณจิตดวงเดียวเท่านั้นเป็นใหญ่ในชีวิตของเรา ร่างกายทั้งสิ้นนี้ก็อยู่ในใต้อำนาจแห่งจิตดวงนี้ เพราะฉะนั้น จำเป็นเราต้องรวมเอาดวงจิตของเราเข้าตั้งไว้ให้เป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรค คือให้เป็นจิตดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ที่ทรวงอก วิธีที่ ๒ ดังกล่าวมานี้ เรียกว่า เจริญติรณปริญญาวิธี จบเท่านี้

 

                                                                เจริญปหานปริญญาวิธี

                แปลว่า ละ หรือ วางนิมิตได้ขาด นักปฏิบัติในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีเพียรเพ่งอยู่และมีประสงค์จะบำเพ็ญตนให้ก้าวสู่โลกุตรธรรม จึงจำเป็นต้องเจริญปหานปริญญาวิธีต่อไป

                การเจริญปหานปริญญาวิธีย่อมเจริญด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ๓ ประการ คือ

                ๑.  วิปัสสนานุโลม ใช้บริกรรมภาวนาอนุโลมเข้าหาวิปัสสนาวิธี

                ๒.  วิปัสสนานุโลม ใช้บริกรรมภาวนาดับสัญญาให้ขาดสูญ

                ๓.  วิปัสสนาสุญญตวิโมกข์ ใช้บริกรรมภาวนาวิปัสสนาญาณวิธีให้เต็มรอบ ระงับนิมิตให้ขาด ถอนอุปทานขันธ์ ตลอดถอนตัณหาทั้งโคน

                บัดนี้จะกล่าวถึงภูมิจิตแห่งนักปฏิบัติที่สำควรได้เจริญวิปัสสนาทั้ง ๓ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อผู้ปฏิบัติจะได้ปฏิบัติถูกคือ

               

                ๑.  นักปฏิบัติบางคนหรือบางองค์เมื่อนั่งสมาธิภาวนารวมจิตสนิทได้ดี แต่มีปีติแรงกล้าบังเกิดขึนทับถมกลบเกลื่อนดวงใจ จะยกจิตขึ้นพิจารณาอะไรก็ไม่สะดวก จำเป็นต้องใช้บริกรรมภาวนาวิปัสสนานุโลมว่า "ขยวยธมฺมา สงฺขารา" หรือ "ขยธมฺมา วยธมฺมา สงฺขารา" เป็นต้น

                ๒.  นักปฏิบัติบางคนหรือบางองค์เมื่อนั่งสมาธิภาวนารวมจิตก็สนิทได้ดีเหมือนกัน แต่เมื่อบังเกิดมีนิมิตขึ้นมากเหลือวิสัยที่จะแก้ไขได้กลายไปเป็นสัญญาเนื่องอยู่ในจิต ระงับไม่ได้ จำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาสุญญตวิโมกข์ ใช้บริกรรมภาวนา ว่า "สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา" เป็นต้น

                ๓.  นักปฏิบัติผู้มีภูมิจิตสูงได้เจริญญาตปริญญาวิธี และได้เจริญติรณะปริญญาวิธีจนตลอดดังกล่าวแล้ว เชื่อว่ามีภูมิจิตสูง ก้าวล่วงวิปัสสนานุโลม และวิปัสสนาสุญญตวิโมกข์แล้ว ควรได้เจริญวิปัสสนาวิโมกขปริวัติต่อไป

 

                                                วิธีเจริญวิปัสสนาวิโมกขปริวัติ

                ในขณะเมื่อตรวจค้นปฏิภาคนิมิต เลิกถอนเครื่องภายในภายนอกออกหมดแล้ว ยังเหลือแต่โครงกระดูกเปล่า และได้พิจารณาโครงกระดูกเป็นอนุโลม ปฏิโลม รอบคอบตลอดแล้ว ได้รวมจิตให้สนิท ตั้งมั่นในที่รวงอกดีแล้ว มีสติ ยกจิตขึ้นเพ่งซึ่งโครงกระดูกนั้นด้วยอุบายปัญญาซึ่งบังเกิดขึ้นเอง แลเห็นด้วยในใจของตนเองว่าโครงกระดูกทั้งสิ้นนี้ เป็นของใช่ใช่ตน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ชื่อว่าเห็นอนัตตาด้วยในใจของตนเอง และเห็นเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เป็นทุกข์แน่ใจแล้ว ยกคำบริกรรมวิปัสสนาวิโมกขปริวัติขึ้นบริกรรมภาวนาว่า

                สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

                สพฺเพ ธมฺมา อนิจฺจา

                สพฺเพ ธมฺมา ทุกฺขา

                ให้บริกรรมภาวนา นึกอยู่ในใจอย่างเดียวไม่ออกปาก และไม่ให้มีเสียง มีสติกำหนดจิตเพ่งด้วยความนิ่งและวางเฉย จนกว่าจะปรากฏเห็น โครงกระดูกนั้นหลุดถอนจากันตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดิน เมื่อปรากฏเห็นแจ้งชัดว่าโครงกระดูกนั้นหลุดออกจากกัน ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดินหมดแล้ว พึงมีสติยกจิตขึ้นเพ่ง และบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติอีกว่า

                สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

                สพฺเพ ธมฺมา อนิจฺจา

                สพฺเพ ธมฺมา ทุกฺขา

                ให้นึกอยู่ในใจอย่างเดียวจนกว่าจะปรากฏเห็นชัดว่า เครื่องอวัยวะทุกส่วนที่ตกลงไปกองอยู่ที่พื้นแผ่นดินนั้น ได้ละลายกลายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟไปเองหมดแล้ว เมื่อจะระงับสัญญาที่หมายพื้นดินปฐพี พึงมีสติยกจิตขึ้นเพ่งบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติดังกล่าวแล้ว เมื่อจะระงับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้บริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติแบบเดียวกันตลอดระงับอรูปณาณทั้ง ๔ ก็ใช้คำบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัติแบบนี้ตลอดไป นี้แลชื่อว่า ได้เจริญปหานปริญญาวิธี

                ในตอนสุดท้ายนี้ขอเตือนไว้ว่า ในเวลาได้ใช้คำบริกรรมภาวนาวิปัสสนาวิโมกขปริวัตินี้ พิจารณาให้โครงกระดูกละลายไปเองแล้วก็ดี และได้พิจารณาให้เครื่องอวัยวะต่างๆ ที่ตกลงไปกองอยู่พื้นแผ่นดินนั้ละลายกลายเป็นดิน เป็นน้ำ   เป็นไฟ เป็นลม ไปแล้วก็ดี ตลอดได้เพ่งพิจารณาให้พื้นแผ่นดินละลายไปเองแล้วก็ดี พึงเป็นผู้มีสติบริบูรณ์ กำหนดเอาจิตของตนไว้ให้รวมสนิทเป็นเอกจิต เอกธรรม เอกมรรค คือ เป็นหนึ่งอยู่กับที่ตลอดไป อย่าพึงเป็นผู้ประมาททอดธุระ ปล่อยจิตของตนให้ฟุ้งซ่านไป

                เมื่อได้บำเพ็ญข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนาดังกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมแลเห็นอานิสงส์แห่งการปฏิบัติพระพุทธศาสนามาก ไม่มีประมาณ ชื่อว่าได้ถึงพระไตรสรณคมน์อันแท้จริงส่วนที่ยิ่งกว่านี้ยังมีอยู่อีก

 

 

 

 

 

 

 

See also www.forestsangha.org, a portal page to the monasteries associated with Ven. Ajahn Chah.

กลับไปหน้าแรก